Thursday, June 21, 2007

เรื่องของงานปีใหม่

อาทิตย์ก่อนนี้ น้องที่เป็นหัวหน้าทีมของผม ได้ถามผมมาว่า

"P'Beer, do you want to be a commitee for New Year Party?"

(น้องคนนี้แกพิมพ์ภาษาอังกฤษได้เร็วและเก่งมากๆครับ เลยไม่เคยเห็นแกพิมพ์ภาษาไทยเท่าไหร่)


ผมก็เลยถามน้องเขาไปว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่จริงๆใจผมก็อยากที่จะทำงานพวกนี้สักครั้ง อยากมีโอกาสที่จะได้รู้ว่าการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ เพื่อคนหมู่มาก เป็นอย่างไร แม้ตัวเองจะเคยเป็นประชาสัมพันธ์รุ่นเมื่อครั้งที่เรียนปริญญาตรีที่เกษตร แต่ผมเองก็ไม่เคยได้ลงมาทำงานจัดทริปรุ่นแบบเต็มๆตัว (ปล่อยคนอื่นไปหาสถานที่ ดิวกะเจ้าของโรงแรมกันเอง) แต่แปลกใจอย่างว่าทำไมงานของที่นี่ ถึงได้เตรียมตัวกันเร็วขนาดนี้ จะว่าจัดงานพร้อมกันทั้งโลกก็คงไม่ใช่ เพราะมันแค่ในฝ่าย EMIT เท่านั้นเอง


อย่างไรก็ตาม ผมก็ตอบตกลงไป เพราะว่าอยากที่จะได้มีโอกาสลองงานแบบนี้สักครั้ง คนเราเกิดมาครั้งเดียว ใช้ชีวิตก็ต้องให้คุ้มหน่อย จริงไหมครับ?

"งานปีใหม่" ผมหลับตา และรำพึงกับตัวเอง นานแค่ไหนแล้ว ตั้งแต่วันที่ผมได้เจอเธอครั้งแรก


ความคิดของผมค่อยๆ ย้อนไป ย้อนกลับไปถึงวันนั้น

"เบียร์ ไปหรือเปล่า งานปีใหม่น่ะ" เพื่อนในทีมของผมถามขึ้น
"ไปดีไม่ไปดีหว่า งานมันสนุกไหมอ่ะ" ผมถามกลับ เพราะตัวเอง เข้ามาทำงานไม่นานนัก ไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่ นอกจากคนในทีม กับเพื่อนที่เรียนปริญญาตรีมาด้วยกัน
"ก็คงสนุกอยู่หรอก มีจับรางวัลด้วยนะ" เพื่อนผมตอบ จริงๆ ไอ้จับรางวัลน่ะ ผมไม่สนอยู่แล้ว เพราะตัวเองไม่เคยมีโชคทางนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่เพื่อนผมนี่ เมื่องานที่ผ่านมา มันได้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ไปฟรีๆ จากการจับรางวัล อิจฉามันจริงๆ
"คราวนี้จะไปเอาอะไรอีกล่ะ" ผมแซว
"สรุปก็ไปละกันนะ ใกล้บ้านด้วยไม่ใช่เหรอ พวกพี่หนิงก็ไปนะ" เพื่อนผมย้ำอีกรอบ
"เออ ได้ๆ เดี๋ยวเราไปละกัน" ผมตกปากรับคำไปงั้นๆ เดี๋ยววันจริงค่อยคิดอีกทีว่าจะยังไง

ช่วงเวลาแห่งความทรงจำของผมช่วงนึง แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ เพียงแค่สองเดือน กับการทำงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่สีฟ้าแห่งนี้ (แต่ขายกิจการพีซีและโน๊ตบุ๊คให้กับบริษัทจากเมืองจีนแล้ว) แต่ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ได้โอกาสที่จะทำงานอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ คือมีอิสระในการคุมงานเอง คุยกับผู้ใช้งานโปรแกรมเอง ทดสอบโปรแกรมเอง และอะไรอีกหลายๆอย่างเอง ซึ่งที่ทำงานก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยได้มีโอกาสแบบนี้มาก่อน ได้รู้ว่าตัวเองยังชอบ และสนุกกับการเขียนโปรแกรมอยู่

มานึกๆดู บางครั้งก็ยังเสียดาย ที่ตัวเองไม่สะดวกในการเดินทาง และข้อจำกัดของสถานที่ทำงานอย่างรุนแรง ทำให้ต้องลาจากที่แห่งนั้นมาเร็ว อย่างที่ตัวผมเองไม่เคยคิดมาก่อน (ตอนนั้นเล่นลาออกมันวันสิ้นปีเลย เหอะๆ)

งานปีใหม่ ซึ่งจัดที่โรงแรมแชงกรีล่า แถวๆ บางรัก ได้เลือกเอาวันที่ 23 ธันวาคม ช่วงค่ำๆ เป็นต้นไป ตัวผมเอง ซึ่งคิดอยู่หลายตลบ ว่าจะมาดีไหม เพราะว่าตัวงานท่าทางจะใหญ่ เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มากจนคงจะไม่มีใครสนใจว่าการไปหรือไม่ไปของผมจะมีความหมาย แต่เมื่อมาคิดอีกที การที่ผมไปงานของที่นี่ บางทีอาจจะมีอะไรดีๆ ก็ได้ เพราะถ้าหากปีหน้า ผมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ก็คงไม่สามารถที่จะมางานของที่นี่ได้อีก

ความคิดเช่นนั้น พาผมออกมาจากบ้าน ขึ้นรถตรงไปยังโรงแรมแห่งนี้ ผมไปถึงในเวลาไม่นานนัก แม้ว่ารถจะติดก็ตาม

โรงแรมแชงกรีล่านี้ จัดว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดแห่งนึงในกรุงเทพฯ เพราะว่าติดแม่น้ำเจ้าพระยา เวลากลางคืน หากมีโอกาสได้ไปยืนชมวิวที่ริมน้ำแล้ว จะเห็นแสงไฟระยิบระยับของตัวเมือง ตัดกับผิวน้ำที่เงียบสงบราวกลับจะกลืนทุกอย่างลงไปได้อย่างลงตัว สิ่งนี้ถือเป็นปฏิมากรรมจากธรรมชาติ ผสานกับสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ที่ลงตัวสิ่งหนึ่ง

ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงที่ริมน้ำพักใหญ่ๆ การมองสายน้ำในเวลากลางคืนแบบนี้ ทำให้ใจผมสงบลงได้อย่างประหลาด ลืมความสับสนและรุ่มร้อน ที่จะต้องตัดสินใจว่าปีหน้า จะยังคงทำงานอยู่ที่นี่ต่อ หรือจะไปอยู่อีกที่หนึ่งดี

หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนที่ตัวเองไม่ค่อยจะได้มีโอกาสสัมผัส ผมก็กลับเข้าไปในบริเวณงาน เพื่อลิ้มลองของอร่อย ของโรงแรมแห่งนี้ ระหว่างที่มองหาของกิน ผมก็เจอเพื่อนของผมคนนึง ซึ่งเคยเรียนด้วยกันตอนปริญญาตรี เขาเข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่ตอนเรียนจบได้ไม่นาน ผมเคยเจอเขา เมื่อวันที่เข้าทำงานที่นี่วันแรก

"อ้าว เน็ต เป็นไง" ผมทัก
"อ้าว เบียร์เองเหรอ" เน็ตหันมามองผม ในมือเขาถือจานใบใหญ่ ซึ่งมีอาหารชนิดซ้ำๆกันหลายอย่าง
"เป็นไงบ้าง งานเยอะไหม" ผมถาม
"ก็เรื่อยๆแหล่ะ เบียร์ล่ะ"
"สนุกดี อยู่ที่นี่ เหมือนตัวเอง ได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งนึง" (ช่วง 10 เดือนก่อนนี้ ผมไปทำอะไรที่ไม่ค่อยเป็นตัวเองมาอ่ะครับ)
"ก็ดีแล้วนะ แล้วมาคนเดียวเหรอ"
"ก็ใช่ เราไม่มีคนที่จะชวนมาด้วยน่ะสิ แล้วเน็ตล่ะ"
"เรามีคนมาด้วยน่ะ นี่เดินมาตักอาหารไปฝากเขา เบียร์ไปกินด้วยกันไหมล่ะ" เน็ตถาม ผมเดาเอาว่าเขาคงมากะแฟนแหล่ะ เพราะเพื่อนผมคนนี้ คารมดี เป็นที่เฮฮาในหมู่เพื่อนฝูงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เลยตอบตกลงไป เพราะว่าผมเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าแฟนเขาเป็นใคร ยังใช่คนเดิมอยู่ไหม (ก่อนนี้เน็ตเคยมีแฟนมาแล้วคนนึง ในช่วงที่เรียนตรีอยู่)

เน็ตพาผมเข้ามาในตัวงาน ใกล้ๆเวที จะมีโต๊ะแนวๆ โต๊ะจีนอยู่ แต่พนักงานที่มากันแบบเป็นครอบครัว ก็ไปยึดโต๊ะไว้หมดแล้ว พวกเราๆ ที่มาทีหลัง ก็เลยต้องมาหาที่วางจานชามกันเอาตรงบริเวณที่พอจะมีที่วางได้กันเอาเอง เราเดินจนมาถึงที่ๆ มีคนรอเขาอยู่ เป็นผู้หญิงสองคน ยืนอยู่

"นี่เบียร์ เพื่อนเราเอง" เน็ตแนะนำผมให้กับผู้หญิงสองคนนั้น
"เบียร์ นี่แมว แฟนเราเอง" เน็ตผายมือไปทางผู้หญิงผมสั้นที่ยืนอยู่ติดกัน ผมโค้งเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม แทนการบอกว่า "ยินดีที่ได้รู้จัก" จากนั้น เน็ตก็แนะนำอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆแมว
"คนนี้เพื่อนเรา ที่เรียนที่จุฬาด้วยกัน ชื่ออร"
"สวัสดีครับ ผมเบียครับ" เธอสะดุดตาผมตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเป็นเพื่อนเน็ตแล้วครับ ดังนั้นการที่เน็ตแนะนำ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้มองเธออย่างเต็มตา


ใบหน้าที่ยิ้มแล้วเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ ฉายออกมาจากเธอ ในช่วงจังหวะที่เธอยิ้มให้ผม ผิวขาวที่ตัดกับชุดสีดำที่เธอใส่ รับกันได้อย่างลงตัว และเสริมให้เธอดูเด่นขึ้นอีก (จากเดิมที่เด่นในสายตาของผมอยู่แล้ว) ผมที่ยาวประบ่าดูมีน้ำหนัก บ่งบอกถึงความเอาใจใส่ต่อตัวเธอเอง
"อรค่ะ" น้ำเสียงที่ออกมา ราวกับฉาบไปด้วยน้ำผึ้งของเธอ ทำให้ผมอึ้งไปอยู่พักใหญ่ๆ
"เอ่อ ครับ"

ผมนิ่งไปอยู่พักนึง ได้แต่มองไปที่ใบหน้าของเธอ ก่อนที่จะพูดออกมาว่า
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ต่อหน้าเธอ การจะพูดแต่ละคำ ไม่ใช่ง่ายๆ เลยครับ จริงๆ ชีวิตมาเอาป่านนี้แล้ว ได้พบเจอผู้หญิงก็หลายคน แต่ครั้งนี้ ยอมรับเลยว่า เป็นครั้งที่ผมรู้สึกลำบากที่สุด ในการจะเอ่ยแต่ละคำออกไป

เธอยิ้มตอบผมแทนคำตอบที่ว่า "ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ" หวังว่าผมคงไม่ได้คิดเองเออเองคนเดียวหรอกนะ ^_^

หลังจากที่ผมส่งสายตาให้เธอ ก็หันกลับมาคุยกับเน็ตต่อ
"เน็ต เราจะบอกว่า ปีหน้า เราอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วนะ"
"อ้าว จริงเหรอ แล้วจะไปที่ไหนล่ะ"
"ก็ไปที่ xx น่ะ เราสัมภาษณ์ได้ทั้งสองที่ ทีแรกเราตั้งใจจะมาลองงานที่นี่ก่อน ว่าชอบไหม จริงๆ เราก็ชอบที่นี่นะ แต่เสียว่ามันไกลไปหน่อย กลางวันเราไม่สามารถไปทำอย่างอื่นได้เลยน่ะ"
"เราเข้าใจเบียร์ เพราะเราเอง ถ้าเราต้องไปที่นั่น มันก็เป็นอะไรที่ลำบากมากๆเหมือนกัน"
"ปีหน้าก็ไม่ได้เจอกันแล้วนะ" ผมบอกเน็ตไป แต่จริงๆ ถึงผมอยู่ ก็คงไม่ได้เจอเหมือนกันแหล่ะ เพราะทำงานคนละที่
"จริงๆ อรเขาก็รอผลสัมภาษณ์งานที่บริษัทที่เบียร์จะไปอยู่เหมือนกันนะ"
"จริงเหรอ" ผมถามงงๆ แล้วก็หันไปทางอร
"ใช่ค่ะ อรไปสัมภาษณ์มาเมื่ออาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนนี่แหล่ะ แต่ยังรอผลอยู่เลย ไม่รู้ว่าตอนเบียร์สัมภาษณ์ รอนานไหม"
"เอ ประมาณเดือนนึงนะ จำได้ว่าตอนวันที่เขาโทรมาบอกว่าได้ เป็นวันก่อนที่เราจะเริ่มทำงานที่นี่น่ะ เลยแทนที่จะได้เริ่มงานที่นี่อย่างมีความสุข กลายเป็นเริ่มแบบมีอะไรในใจไปเลย" ผมพูดแบบติดตลก แต่แน่นอนว่า ชีวิตจริงๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ มันไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ การเลือกในสิ่งที่มัน(ดูแล้วว่า)ดีทั้งคู่ ลำบากมากๆครับ
"เหรอคะ จะได้กะได้ว่าอรจะได้หรือไม่ได้" เธอพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย
"แล้วตอนนี้อรทำงานอะไรอยู่ล่ะ" ผมถามไป
"ตอนนี้ทำงานอยู่กับอาจารย์น่ะ" เน็ตตอบ แหม ขอฟังเสียงเพราะๆ ของอรหน่อยก็ไม่ได้ "-_-
"คิดว่าไม่มีปัญหาหรอกจ้า เราว่าอรน่าจะได้แหล่ะ" ผมให้กำลังใจอร โดยที่ไม่ได้รู้เลย ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร (ลองอ่านๆ ในตอนที่ออกมาก่อนนี้นะครับ)
"ภาษาเราไม่เก่งค่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก มันฝึกกันได้ ของแบบนี้ มั่นใจในตัวเองหน่อย" ผมตอบเธอไป ในใจคิดว่า ถ้าเธอได้เข้ามาทำงานที่เดียวกับผม คงจะดีไม่น้อย :)

จนกระทั่งงานแสดงบนเวทีเริ่มขึ้น ผมจึงได้ขอลาจากเน็ตออกมา เพราะดูแล้ว พวกเขาอาจจะอยากมีอะไรคุยกันก็ได้ และพอดีกับชุดที่กำลังจะเริ่มแสดง เป็นน้องในทีมของผมคนนึงแสดง เลยต้องไปดูสักหน่อย


หากจะนับไป วันนี้ ถือได้ว่าเป็น "จุดเริ่มต้น" ของผมกับเธอ จุดเริ่มต้นของ "หัวใจแห่งรัตติกาล"

เรื่องอื่นๆ ที่ดีและไม่ดี จะค่อยๆเสริมลงมาครับ ^_^

4 comments:

nhum said...

ยาวจัดนิ เดี่ยวอ่านนะ

nhum said...

อ่านแล้ว เจ๋งๆ ต่อๆๆๆ

nhum said...

รออ่านอยู่นะ ... T_T

nhum said...

รออออ :)