หลังจากที่เข้ามาในตัวสลิมได้พักใหญ่ๆ คนก็เริ่มเยอะขึ้นๆ ครับ
โดยเฉพาะโต๊ะผม ไม่รู้มาจากไหนกันเยอะแยะ รวมๆ คนแล้ว เป็นสิบกว่าคนเลยอ่ะ ยังดีที่คนโต๊ะผมไม่มีใครสูบบุหรี่ (แต่โต๊ะข้างๆ มี)
รู้สึกว่าปวดห้องน้ำมาก เลยเดินไปเข้าห้องน้ำครับ แต่พอเข้าไปในห้องน้ำแล้ว เห็นคนที่เป็นพนักงานของร้าน ยืนอยู่เพียบเลยอ่ะ ไม่รู้ว่าพวกนี้ต้องให้ทิปหรือให้อะไรหรือเปล่า เลยกลายเป็นว่าผมไม่กล้าเข้าไปเลยอ่ะครับ (ใครให้ความรู้ตรงนี้ได้ บอกผมหน่อยนะ)
หลังจากกลับมา ก็เห็นทุกคนกำลังเต้นกันสนุกเลยครับ เพราะเพลงที่เปิดนี่ เป็นเพลงแดนซ์ทั้งนั้น นี่ล่ะมัง ข้อดีของการไปผับ คือคนเยอะ เต้นกัน กระทบกระทั่งกันนิดๆหน่อย ก็ไม่เป็นไร (แต่ผมไม่ได้ไปกระทบกะคนอื่นนะ เพราะไม่ชอบอ่ะ)
มาถึงตรงนี้ เริ่มรู้สึกไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างของเธอ (แต่ก็พอเข้าใจนะ ว่าถ้าไม่ทำ มันก็คุยกะคนอื่นไม่รู้เรื่องอ่ะ) คือเธอไปกระซิบข้างๆหู คนที่เธอคุยด้วยครับ เอาเถอะ เธอมาเที่ยวบ่อย การทำแบบนี้มันก็เรื่องธรรมดา
ก่อนนี้ เพื่อนเธอมาถามผมว่า ผมกินเหล้าหรือเปล่า ผมก็บอกไปว่า "ไม่เคยกินเลย" เธอก็บอกผมมาเหมือนกันว่า "ไม่กิน" ได้ยินแบบนี้ ผมก็โล่งใจหน่อย เพราะได้ยินมาว่า สาวเที่ยวผับ กินเหล้ากันทุกคนแหล่ะ อย่างน้อยเธอก็ไม่กินเหล้านะเนี่ย แต่แล้ว ไอ้ความรู้สึกนั้นมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเพื่อนเธอ ส่งแก้วเหล้าที่เขากินอยู่มาให้เธอ เธอก็จิบครับ แต่จิบแล้วก็รีบกินโค้กตามไป ใจสลายไปอีกส่วนนึงครับ นี่เหรอที่บอกว่า "ไม่กิน"
พอยิ่งคนเยอะ ผมก็ยิ่งเซ็ง เพราะตอนนี้เธอสลัดคราบของคนที่ผมรู้จัก กลายเป็นสาวกลางคืนไปแล้ว ทำให้ผมอยากที่จะเดินหายไปจากตรงนี้นัก ประกอบกับคนที่โต๊ะก็เยอะเสียเหลือเกิน (ไม่รู้ไปขนมาจากไหนกันเยอะขนาดนี้) ผมเลยเดินออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างล่าง พักใหญ่ๆ ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปใกล้ๆ โต๊ะ แต่ก็ไม่ได้กลับไปที่โต๊ะ ผมยืนไกลออกมาอีกหน่อย เพราะมองไป โต๊ะมีคนล้อมรอบกันหมดแล้ว และผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นส่วนเกินพิกล ผมก็ยืนรอเวลาไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อไหร่ โปเตโต้มันจะมาสักทีนะ (เวลาตอนนั้น สี่ทุ่มกว่าๆ)
"มาทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ" เธอถามผม พร้อมกับจับที่แขนผมเพื่อให้รู้ว่าเธอพูดกับผม เธอคงบังเอิญผ่านมาเห็นผม ตอนที่เธอเดินกลับมาจากห้องน้ำ"เปล่าจ้า ที่โต๊ะคนมันเยอะ ไม่มีที่ยืน เลยมายืนตรงนี้น่ะ" ผมตอบไป เพราะโต๊ะมันเยอะจนยืนไม่ได้เลยนี่นา"ว่างน่า ยืนได้ ไปเถอะค่ะ" เธอพาผมกลับมาที่โต๊ะ รู้สึกว่าคนมันก็ยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่อ่ะ แต่เอาเถอะ ไหนๆ เธอก็มาชวนแล้ว ก็เลยยืนต่อ
พักใหญ่ๆ ต่อมา ก็ลงอีรูปเดิมอีกครับ ไอ้เพื่อนคนเดิมของเธอ ส่งแก้วเหล้ามาให้อีก เธอก็รับมาดื่มอีกอึกนึง ก่อนจะจิบโค้กตาม แล้วก็บ่นว่า "ขมจังเลยนะ" เอาเข้าไปเถอะครับ ผมเอง ชักรู้สึกเสื่อมศรัทธากับเธอมากขึ้นเรื่อยๆเป็นคำรบสอง ประกอบกับควันบุหรี่ และเวลาที่ไหลไปจนดึกขึ้นเรื่อยๆ ความง่วง ที่ผสมกันได้เข้ากันกับควันบุหรี่ ทำให้ผมต้องออกมาสูดอากาศข้างนอกอีกครั้ง คราวนี้กะว่าจะไม่กลับขึ้นไปแล้วครับ อยู่มันตรงนี้เลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องเจอกับควันบุหรี่ และเรื่องต่างๆ นานาที่ทำร้ายจิตใจ แต่ก็ไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันครับว่าเธอตามผมลงมาข้างล่าง
"เป็นยังไงบ้างอ่ะเบียร์ เบื่อหรือเปล่า" เธอถามผม
"อ๋อ ไม่หรอก รู้สึกว่ามึนๆ เลยลงมาสูดอากาศสักหน่อยน่ะ" ผมบอกเธอไปตามนั้น โดยไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น
"ค่อยยังชั่ว เค้ากลัวว่าชวนมาแล้วจะทำให้เบียร์ไม่สนุก"
"ไม่หรอก มาที่นี่ก็ได้รู้อะไรหลายอย่างดีน่ะ" ได้รู้เรื่องของเธอแบบนี้ อย่างน้อยผมก็คิดว่ามันคุ้มครับ ที่มา แม้จะต้องเศร้าใจก็เถอะ
"แล้วเดี๋ยววันนี้ถ้ามันเลิกดึกมากๆ เอาไงดีคะ" เธอถามเผื่อตอนเธอกลับ
"ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเค้าไปส่งตะเองนะ" ผมบอกเธอไปแบบนั้น ดูเธอโล่งใจ แล้วก็หันไปมองรอบๆ คนเดินผ่านไปผ่านมา ก่อนจะพูดออกมาอีกว่า
"เหล้านี่มันขมนะ" เปิดได้ตรงประเด็นมากครับ ผมเลยใส่เธอไป
"แต่จริงๆ ถ้ากินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็กินได้มากขึ้นเองแหล่ะ"
"ตะเองอยากให้เค้ากินเหรอ" เธอหันมาถามผมด้วยสายตาแปลกๆ แบบไม่เชื่อว่าจะได้ยินจากปากผม
"เปล่า ไม่อยากหรอก แต่เห็นว่าคนอื่นส่งมาให้กินก็กินน่ะ"
"ก็แค่ลองนิดหน่อยเอง" ลองนิดหน่อย ไอ้การที่คนเราติดเหล้า ติดยา มันก็มาจากการ "ลอง" ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? ผมคิดในใจ
ยังไม่ทันที่จะคุยอะไรกันต่อ ด้านในก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้น คงเป็นสัญญาณว่าโปเตโต้มาแล้ว ผมกับเธอก็เลยชวนกันกลับขึ้นไปข้างบน แต่ไม่ใช่ครับ ยังไม่มา กว่าจะมาจริงๆ ก็นั่นแหล่ะครับ เที่ยงคืนกว่าเข้าไปแล้ว ผมก็รอจนเงกเลย เฮ้อ มันแย่ตรงที่คนเยอะมาก จากโต๊ะที่ยืนกันอยู่นี่ มองอะไรไม่เห็น เธอเลยชวนผมเดินไปตรงที่ๆ สามารถมองเห็นได้ ก็ดูกัน จริงๆ ผมเป็นคนไม่สนใจดูคอนเสิร์ตพวกนี้เท่าไหร่ แต่เห็นเธอชอบ และสนุก ผมก็ดีใจแล้วครับ คิดว่าไม่เสียที ที่มากับเธอวันนี้
เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ นักร้องโปเตโต้ลงจากเวทีกันไป (ผมไม่รู้ว่าผับมันปิดกันกี่โมง แต่ตอนที่จบ มันก็เกือบๆ ตีสองแล้ว) เธอก็ชวนผมกลับไปที่โต๊ะ ที่นั่น เพื่อนของเธอยังยืนกันอยู่ ในกลุ่มนั้น มีคนๆนึงที่ผมรู้ทีหลังว่าเป็น "น้อง" คนนึงในแผนกของเธอ
พูดถึงน้องผู้ชายคนนี้ ขอเล่าย้อนไปหน่อยว่าก่อนหน้านี้ เธอเล่าให้ผมฟังว่าเขาเพิ่งจะบอกลาออกไปเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ผมจำได้ว่าวันนั้นเธอดูเศร้ามากๆ ที่น้องคนนี้ลาออก (เธอให้เหตุผลว่าน้องคนนี้คอยสอนงานเธอมาตลอด เป็นกำลังใจเวลาที่เธอท้อแท้กับงาน) ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่าเธอแอบไปร้องไห้ด้วย กับการลาออกของน้องคนนี้ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงได้เศร้าขนาดนี้ ตอนที่เธอเล่าให้ฟัง ผมปลอบใจเธอ โดยเล่าประสบการณ์ตรงของผมไปว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อนร่วมงาน พอถึงวันนึง มันก็ต้องไป ผมก็เคยผ่านช่วงเวลานี้ ตอนพี่ที่ทำงานเก่าผมออกกันเยอะๆ แต่ผมก็ออกด้วย เลยไม่ค่อยเศร้า เธอก็กระแทกผมกลับมาว่า แบบนี้เขาก็ต้องลาออกด้วยใช่ไหม? ผมก็บอกว่าไม่ได้ทำงานที่เดียวกันก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้เลิกที่จะรู้จักกันสักหน่อย เธอก็บอกว่า พอไม่ได้ทำงานด้วยกัน เวลาเจอกันมันก็ไม่เหมือนตอนทำงานด้วยกันแล้ว ผมก็ได้แต่เลยตามเลยครับ อารมณ์นี้ โดยที่ตอนนั้น ไม่รู้สึกระแคะระคายอะไรกับคำพูดเหล่านั้นของเธอเลย
เธอไปคุยกับน้องคนนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าเธอไปคุยอะไรกัน เพราะด้วยความที่รอบๆ ข้างเสียงดัง แต่สิ่งที่เธอทำ ผมแทบไม่เชื่อสายตาเลย ผมยืนอยู่ด้านหลังเธอ แต่ในมุมประมาณ 45 องศา เลยทำให้มองเห็นการกระทำของเธอได้ ซึ่งหลังจากที่ได้เห็นแล้ว คิดว่าไม่มาเห็นซะ มันคงดีกว่า
เธอใช้สองมือของเธอ โอบไปที่คอของน้องคนนั้น แล้วค่อยๆโน้มตัวลงไปกอดเขา
ผมมองได้เท่านี้ แล้วก็เดินหลบออกมา เพราะไม่อยากจะมองมากกว่านั้นอีก ภาพที่เห็น ทำให้ผมรู้สึกหมดแรง แต่ยังดีที่สามารถจะประคองตัวเองให้ออกมาทางที่นั้นได้ เดินตรงมาด้านนอก น้ำตาปริ่ม ราวกับว่าจะขับหัวใจที่แตกสลายไปแล้วของผมออกมาด้วย
เธอเดินออกมาเจอผม ผมเบือนหน้าหนี เพราะไม่อยากให้เธอเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา สิ่งที่เธอทำลงไป ไม่รู้ว่าเธอทำโดยตั้งใจหรือว่าอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ผมอยากที่จะถามเธอ ว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้น มันใช่ผมมองพลาดไปเองหรือเปล่า
เราเรียกแท็กซี่ออกมาจากอาร์ซีเอกัน ผมมองไปนอกหน้าต่าง โดยที่เธอก็นิ่งเงียบ ไม่พูดจาอะไร ผมรู้ว่าเธอง่วงมากแล้วแน่ๆ เลยหันไปบอกเธอว่า
"นอนไปเถอะ เดี๋ยวใกล้ๆถึงแล้วจะเรียกจ๊ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก อยู่เป็นเพื่อนกัน" เธอพูด ทั้งๆที่ตาเธอกำลังจะปิด
"นอนไปก่อนเถอะจ๊ะ เดี๋ยวถึงแล้วเรียก ตัวเองง่วงนอนออกขนาดนั้น" ผมย้ำเธอไปอีกครั้ง เพราะอยากให้เธอได้พัก บ้านเธอไกลจากที่ทำงานมาก ยังไงคืนนี้เธอมีเวลานอนน้อยกว่าผมแน่ๆ ไอ้ผม ถึงบ้านช้ากว่า แต่ผมสามารถตื่น 8 โมงเช้าได้สบายมาก
เมื่อได้ยินดังนั้นเธอเอนตัวลงและนอนหลับไป ผมมองนาฬิกา มันเลยเวลานอนไปนานแล้ว ไม่แปลกที่เธอจะง่วงจนหลับได้ในเวลาไม่นาน ผมมองเธออย่างพินิศ ใบหน้ายามหลับของเธอดูอ่อนหวาน น่ารักไม่ต่างกับยามตื่น ในวินาทีที่ผมมีโอกาสได้เห็นนี้ มันคงจะดีมาก หากผมมีโอกาสที่จะได้มองเห็นใบหน้าของเธอแบบนี้ตลอดไป อยากที่จะมีเวทมนตร์สาปให้เธอตื่นขึ้นมาและมองแต่ผมคนเดียว แม้มันจะเป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็อยากที่จะให้มันเป็นแบบนั้น
ผมพยายามสลัดสิ่งที่เธอทำเมื่อครู่ออกไปจากความคิด ผมเคยบอกกับตัวเองตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนๆแล้ว ว่าผมอยากจะอยู่กับเธอ เพื่อให้เธอสบายใจ ไม่อยากจะหาเรื่องไม่สบายใจมาให้เธอ เพราะตัวผมเอง เคยเผยความรู้สึกในใจให้เธอรับรู้บ้าง และพยายามที่จะถามความรู้สึกของเธอด้วย แต่เธอก็ไม่เคยที่ตอบผม เธอมักจะเลี่ยงหรือเบี่ยงกระเด็นเสมอ รวมไปถึงเวลาที่ผมชวนเธอไปไหน เธอจะทำที่ท่าว่าสนใจ แต่แล้วก็จะไม่พูดถึงมันอีก หลายครั้ง จนทำให้ผมเลิกที่จะชวน หรือถามเธอว่าเธอคิดอย่างไรกับผม
พอนึกถึงภาพเมื่อครู่ ผมรู้ตัวเลยว่าผมทำแบบนั้นไม่ได้ ยังไงซะ ภาพนั้นคงจะเป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกได้ ว่าผมควรจะตัดใจจากเธอออกมาได้แล้ว หากผมมองไม่ผิด ใช่ ยังไงผมคงจะถามเธอให้แน่ๆ และหวังว่าสิ่งที่ผมมองเห็น มันจะเป็นแค่เพียงผมมองผิด
รถพาเราทั้งสองคนมาถึงที่หมาย ผมปลุกเธอก่อนหน้านั้นพักนึง เพราะผมไม่เคยมาบ้านเธอ จึงต้องให้เธอเป็นคนนำทาง เมื่อเธอลงจากรถ เธอก็หันมาขอบคุณผม ผมก็ตอบไปอีกประโยค ก่อนจะกลับออกมา
"ขอบคุณมากนะคะ กลับบ้านดีๆล่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก มีเค้าอยู่ ก็เพื่อเวลาแบบนี้นี่"
ระหว่างทาง ผมรู้สึกตัวว่าหากผมไม่ได้บอกความรู้สึกกับสิ่งที่ได้เห็นเมื่อสักครู่ ผมคงนอนไม่หลับแน่ๆ เลยตัดสินใจหยิบมือถือมาส่ง SMS ให้เธอ
"ขอบคุณมาก วันนี้เราได้รู้อะไรหลายๆอย่าง บาดใจมาก"
กว่าผมจะได้นอนก็ตีสี่กว่าๆ เพราะระหว่างทางกลับ น้องผมยังไม่นอน เลยได้มันนี่แหล่ะ เป็นที่ปรึกษาให้ผม (ยังไงก็ขอบคุณน้องชายผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะเช้าวันถัดมา เราก็ไปทำงานสายด้วยกันทั้งคู่)
มาถึงที่ทำงาน หลังจากที่นั่งทำงานได้พักนึง เธอก็ IM มาหาผมครับ มาถามเรื่อง SMS ที่ผมส่งไปเมื่อคืน
เธอ "เบียร์คะ เมื่อคืนส่งอะไรมา"
ผม "SMS น่ะเหรอ เดี๋ยวบอกละกัน แต่มีอะไรถามหน่อยได้ไหม เมื่อคืน คนนั้นนี่ ใช่คนที่ตะเองเคยพูดถึงป่ะ ที่ว่าจะออกน่ะ" (หมายถึงคนที่เขาเข้าไปกอด เพราะเธอยังไม่รู้ว่าผมรู้แล้วว่าเป็นคนเมื่อคืน)
เธอ "คะ เอ๋ ทำมัยหรอ"
ผม "พอเข้าใจจ้าว่าวันนั้นที่เล่าให้เค้าฟังว่าจะออก ทำไมตะเองถึงได้เศร้าขนาดนั้น เพราะดูสนิทกันมากเลย"
เธอ "ทำมัยคิดยั่งงั้นหล่ะคะ"
ผม "ไม่รู้เค้ามองผิดหรือเปล่านะ แต่ไอ้ตอนที่เราเดินกลับมาจากที่ไปยืนดูโปเตโต้แล้วกลับมาเจอน้องนั่นน่ะ"
ผม "มุมที่ตัวเค้าเองยืนอยู่ มันเป็นด้านหลัง คือถ้าเค้ามองผิด เค้าขอโทษตะเองด้วยนะ เพราะที่จะพูดต่อไปนี้ ถ้าเค้ามองผิด มันคงจะทำให้รู้สึกไม่ดีน่ะ"
เธอ "ลองพูดให้ฟังได้ป่ะคะ"
ผม "คือมองเหมือนตะเองไปกอดน้องเค้าน่ะ มือสองข้างโอบไปด้านหลังน้องเค้า แล้วตะเองก็เลื่อนหน้าไปใกล้ๆน้องเค้า เค้ายืนด้านหลัง แต่ก็ไม่ได้หลังแบบหลังตรงๆ ยืนเฉียงๆหน่อยนึง ก็เลยรู้สึกว่าสนิทกันจริงๆแฮะ (ถ้ามองไม่ผิดอ่ะนะ)" จริงๆอยากจะบอกไปว่า สนิทกันเกินที่ควรจะเป็นนะ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไปครับ
เธอ "อ๋อ... ม่ะมีอารัยเลยค่าาา"
ผม "เค้ามองไม่ผิดใช่ไหมล่ะ?"
เธอ "ก้อยั่งที่เล่าให้ฟังแหล่ะค่ะ ว่าสนิทกันเหมือนพี่น้องมากกว่า"
ผม "วันที่เราไปท่าพระจันทร์ ตะเองเคยบอกเค้าว่า "ตะเองมีอิสระที่จะทำอะไร" เค้าก็เห็นด้วยนะ แต่เมื่อวานเห็นแล้วมันรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะอ่ะจ้า เพราะคนที่เห็น บางคนเข้าใจก็ดี บางคนเข้าใจผิดก็มี ถึงที่นั่นจะไม่มีคนที่รู้จักตะเองไม่กี่คนก็เถอะ (ในความคิดของเค้านะ ยังไงถ้ามันไปล่วงเกินอิสระที่ตะเองเคยพูดไว้ก็ยกโทษให้เค้าด้วยนะ)"
มีครั้งนึงที่ผมไปท่าพระจันทร์กับเธอ แล้วระหว่างที่นั่งกินข้าวกัน ก็มีผู้ชายคนนึงโทรมา ผมไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่เหมือนพอปลายสายรู้ว่าเธอมากับผม ซึ่งเป็นผู้ชาย ก็มีอาการไม่พอใจ และเถียงกับเธออยู่นาน ผมเลยบอกเธอไปว่า ถ้าการที่เรามาด้วยกันแบบนี้ มันทำให้มีคนไม่พอใจ ให้บอกผม แล้วผมจะไม่ยุ่งอีก แต่เธอบอกว่า เธอเองก็มีอิสระที่เธอจะทำอะไรก็ได้
เธอ "^-^' แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวหน่ะหรอคะ" (ผมก็ไม่เข้าใจความหมายของเธอเหมือนกัน ว่าเธอต้องการจะสื่ออะไร)
ผม "ถ้าเรื่องของอิสระ ก็มีครั้งที่ไปท่าพระจันทร์นั่นแหล่ะ ที่คุยกันชัดที่สุดน่ะจ้า"
ผม "ส่วนที่เค้าคอมเม้นต์ ถ้าตะเองคิดว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ควรพูด เค้าก็จะไม่พูดจ้า"
เธอ " : ) ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง เค้าเข้าใจค่า"
ผม "ไม่เป็นไรจ้า นิสัยเค้ามันก็แบบนี้น่ะนะ หลายๆครั้งที่ยุ่งกับเรื่องของคนอื่นมากเกินไป"
ผม "หลายๆครั้ง มันเป็นการกระทำที่เกินไป จนบางครั้งเคยคิดว่าสิ่งที่ทำมานี่มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหรือเปล่า"
ผม "(อันนี้เปลี่ยนหัวข้อนะ เดี๋ยวจะงง) จากเมื่อวาน เค้าก็ได้เห็นแล้ว หลังจากนี้ตัวเค้าก็ควรจะปฏิบัติต่อตะเองให้มันเหมาะสมกว่านี้จ้า"
จบตรงนี้ เธอก็ไม่ได้ตอบอะไรมาอีก เช่นเคยครับ ผมไปคุยเรื่องที่ "ล่วงล้ำ" อีกแล้ว แต่ครั้งนี้ คงเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด สำหรับผม ก่อนนี้ผมเคยลังเลระหว่างความรู้สึกที่ว่า การที่เธอนิ่งเฉย เป็นเพราะเธอไม่ใช่คนที่ชอบเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง หรือไม่ต้องการจะบอกความจริงกับผมว่า เธอไม่เคยรู้สึกอะไรกับผมเลย มากกว่า "เพื่อน" อาจจะไม่อยากทำร้ายจิตใจผม หรือเพราะไม่อยากจะโกหก แต่ก็ยังอยากที่จะเก็บผมไว้ในฐานะของแควน (ควาย + แฟน) สำหรับใช้ในการให้ไปทำเรื่องต่างๆ ให้ เพราะผมรู้สึกว่า การที่เธอให้ผมไปผับกับเธอในวันนั้น เป็นเพียงแค่ต้องการให้ผมไปส่งเธอที่บ้าน เท่านั้นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเธอไม่มีทางที่จะไม่รู้ถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอ แต่การที่เธอทำเรื่องแบบนี้ต่อหน้าผม โดยที่เธอไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลยนี่ มันแย่มากๆ ในความรู้สึกของผม เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้ครับ และผมก็ไม่คิดที่จะไปสานต่อความรู้สึกที่เคยมีอีกแล้ว เพราะเธอได้ตอกฝาโลง ฝังผมลงไปแล้ว
ลาก่อนความรู้สึกดีๆ ที่ผมเคยมีให้เธอ
Sunday, June 24, 2007
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
12 comments:
ในความเห็นของพี่ พี่ว่าเค้าไม่ธรรมดาเลย เบียร์ไม่เหมาะกับเค้าหรอกครับ แต่ก็ดีนะ ที่รู้ก่อน พี่ว่าดีแล้วที่เบียร์ได้เห็นภาพนั้น มันแสดงให้เห็นอะไรบางอย่าง เราควรรู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร ปัญหาครอบครัว? ผู้หญิงที่ขาดความรัก?
ทำไมน้องเบียร์เจอความช้ำซ้ำซากแบบนี้หนอ?
ลาก่อนความรักที่เบียร์เคยมี
ลาก่อนชาตินี้หรือว่าชาติไหน
....
เบียร์นี่เป็นคนดีจริงๆครับ
อาจดีเกินไปกว่าที่สาวคนนั้นจะชอบก็ได้?
:)
วันนี้พบเบียร์เดินขึ้นสะพานลอยหน้าธนาคารตอนเที่ยงครึ่ง
กับสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง อย่าบอกว่าเค้าคือ "อร" นะ
หรือว่าใช่อะ
ไม่ใช่คร๊าบ เป็นน้องที่ทำงานผมคนนึง พอดีเขาอยากไปไปรษณีย์ เลยพาไปครับ
ส่วนเรื่อง "งานปีใหม่" มันคือเรื่องเมื่อปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่เกิดก่อนเรื่องทั้งหมดในบล็อกนี้ครับ ดังนั้นคงพอเดาได้ ว่า "อร" ในเรื่อง "งานปีใหม่" ก็คือ เธอ คนนั้นนั่นเองครับ เหอะๆ
กรู้ดดดดดดดดด
เบียร์เอ๋ย นี่พี่เอง
พี่อ่านเรื่องของเบียร์แล้ว พี่มีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปมากมาย จากคนอื่นๆนะ
ข้อแรกเลย เบียร์เป็นคนโชคดีมากๆ ทำบุญมาดีมาก เรื่องของเบียร์กับน้องคนนั้นน่ะ เป็นเรื่องที่โรแมนติกมาก พี่เองโคตรอิจฉาที่ เบียร์ยังรู้สึกรู้สากับเรื่องความรักได้ดีอย่างนี้ พี่เองไม่ต้องพูด ไม่มีความรู้สึกแล้ว HA HA อันนี้พูดเพื่อให้มองในแง่งามของความรักนะ อย่าเศร้าไปซะขนาดนั้น
ข้อสองเลย ถ้าพี่เป็นเบียร์ (ซึ่งไม่ได้เป็นละนะ) พี่จะไม่ตัดสินว่าเค๊าหลอกใช้ และ ผิดอะไรนักหนากับที่เค๊ากินเหล้า อันนี้ พี่ใช้มาตรฐานพี่เองเป็นหลัก HA HA อย่าคิดมาก เกินไปนะ ควรจะมองว่า มาในสถาณที่อย่างนั้น เค๊าก็แค่เข้าเมืองตาหลิ่วเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องที่อยากให้เบียร์มาแค่เป็นเพื่อน พี่คิดว่าก็ดีแล้วนีี่ มองในระยะไกล ยิ่งเค๊าต้องมีเราเป็นเพื่อนนี่ ชนะแหงมๆ จีบัน! ย่ิงทำให้เค๊า 'ต้องมี' เราได้มากเท่าไร ชาตินี้เค๊าก็ขาดเราไม่ได้แล้วน้องเอ๋ย
เรื่องบาดใจสุดท้าย เรื่องเค๊าเผลอไปโน้มคอคนนั้น อันนี้พี่เข้าใจว่าเจ้าปวดร้าวมาก แต่พี่ยืนยันได้เลยว่า อาการแบบนั้น ก็เป็นแค่เรื่องของ past tense ที่เค๊ามีกับน้องคนนั้น เท่านั้น คนเราเมา มันก็บ้าบอไปได้ ส่วนไอ้ที่ว่า เค๊า'ยัง'จะไปอะไรกับคนนั้น พี่ว่าโคตรเป็นไปไม่ได้ นักเรียนต้องจำให้ดีว่าแกรมม่าที่ถูกต้อง past tense นั้น นำมาใช้กับ present tense ไม่ได้ นะ แต่ present tense ที่ดีนี่ future ที่จะมีร่วมกันน่ะ เป็นไปได้โว้ย!!!
สังคมในปัจจุบัน ผู้หญิงเค๊าไปไกลกว่าเรามาก พี่เข้าใจว่าเบียร์จะมองผู้หญิงเป็นสีขาวบริสุทธิ์ อย่าขนาดนั้นเลย พอเวลาเบียร์อายุมากขึ้นนี่ พี่คิดว่า คนดี พอสมควร ก็หาได้ยากจะตายแล้วเบียร์จ๋า พี่คิดว่า เค๊าก็เป็นคนดีใช้ได้นะจ้ะ
เพียงแต่ว่า เค๊ายังไม่ ok กับเบียร์นะตอนนี้เท่านั้นเองแหละ ถ้าอยากชนะใจกับอะไรก็ตาม อย่าตีตัวออกห่าง เอาให้มัน connect กันเข้าไว้ เหมือน online ทุกวัน ยิ่งเค๊าทำไม่ค่อยดีเท่าไร เราคลุกวงในเข้าไว้ เสียใจก็กลั้นๆไว้ก่อน มวยอย่าออกอาการมากไม่ดีนะ
สู้ต่อไป จีบัน!
อืมมมม
ถ้าสำเร็จ? คลุกวงใน?
สุดท้าย
ดีพอ?
เลือกผู้หญิงซักคนเป็นเจ้าสาว อยู่กับเราตลอดไป
ควรมั่นใจว่าเขาดีพอก่อนนะ หรือว่า เอามัน?
พี่ภรา
ผมได้คุยกับพี่(ที่ไม่ประสงค์จะออกนาม) แล้วเมื่อคืนครับ ได้เล่าเรื่องโดยละเอียดให้พี่เขาฟังแล้วเหมือนกัน
คงไม่เอามันแล้วล่ะครับ แต่ถ้าเอาแล้วมัน ก็ว่ากันอีกเรื่อง ^_^ (อิจฉาหลายๆคน ที่จีบหญิงเพื่อเรื่องบนเตียงจริงๆ)
55 รู้แล้วว่าใคร
อยากรักใคร เย่
Post a Comment