Wednesday, October 10, 2007

ผมมันเลว เห็นแก่ตัว และเอาแต่ได้

สำหรับเรื่อง "จุดเริ่มต้นของหัวใจดวงใหม่" ตั้งแต่จั่วหัวเรื่องไว้ จนวันนี้ ก็ยังไม่มีโอกาสได้แต่งเติมเรื่องสักที

มาถึงวันนี้ คิดว่าผมคงไม่ต้องไปเพิ่มเติมอะไรแล้วล่ะครับ เพราะตอนนี้ ความรู้สึกของผม กลายเป็น "ถอย" ออกมาแล้วดีกว่า

ถามว่าทำไมผมถึงเลือกทางนี้ อาจจะเพราะตัวผมเองเป็นคนที่ไม่มีน้ำอดน้ำทน ไม่พยายาม ก็ว่าได้

เรื่องของ "เธอ" ซึ่งผมขอเรียกเธอว่า ส้ม ก็แล้วกันครับ แต่ออกตัวไว้ก่อนว่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนชื่อ "ส้ม" นะครับ แค่นามสมมุติอ่ะ ถ้าใครสนิทกะผมหน่อย จะรู้ว่าผมชอบผู้หญิงชื่อนี้ อย่าง "พี่ส้ม" ที่เคยใช้เรียกพี่คนนึง ที่ที่ทำงานเก่าก็เช่นกัน

ผมเอง เป็นคนเห็นแก่ตัว และเอาแต่ได้อย่างร้ายกาจ

ช่วงก่อนนี้ ที่ผมเริ่มมาคุยกับ "ส้ม" ผมรู้สึกดีด้วยในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตอบสนองที่เธอมีให้ทุกๆ ครั้ง เมื่อผมติดต่อไป หรือ SMS ไป (เธอจะตอบกลับมาเกือบทุกครั้ง หรือโทรไป ถ้าไม่ได้รับสาย จะโทรกลับตลอด) ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมเริ่มที่จะสนิทกับเธอมากขึ้นๆ จากเดิมที่เน้นส่งข้อความ ก็กลายเป็นโทรศัพท์ไปหาเธอแทน และแน่นอน เมื่อโทรไปบ่อยๆ ระยะเวลาในการคุยกันก็เริ่มยาวขึ้นๆ

ผมรู้ตัวผมเอง ว่าผมเป็นคนที่คุยไม่เก่ง และไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชมของสาวๆ เท่าไหร่ ผมไม่ใช่คนที่รวยอารมณ์ขันนัก และออกจะเป็นคนที่ค่อนข้างแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนมาก

ข้อความในส่วนหลังจากนี้ไป ผมขอบอกตรงๆเลยว่า เป็นส่วนที่แสดงความ "เห็นแก่ตัว" ของผมออกมาอย่างที่ผมไม่ปิดบัง มันทำให้ผมตัดสินใจว่าจะเลิกที่จะตามส้ม ต่อไป

สำหรับส้ม ขอเกริ่นกันเล็กน้อย เธอเป็นผู้หญิงในแบบที่ "อยู่ได้ด้วยตัวเอง" ไม่จำเป็นต้องพึ่งคนอื่น แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ที่เธออยู่ได้ด้วยตัวเองแบบนี้ เป็นเพราะว่าเธอไม่เคยมีคนที่ถูกใจ หรือเพราะไม่มีใครมายุ่งกับเธอ

ผมคุยกับเธออยู่ทุกวัน ทักเธอทุกวัน เนื่องจากทางเดินเข้าไปทำงาน ผมจะต้องผ่านไปทางที่เธอนั่งอยู่

เรื่องของของกิน

ผมเอง จีบหญิงก็ไม่เก่ง เน้นได้แค่ว่าซื้อของฝากเขากินบ่อย ก็เท่านั้นครับ แต่หลังๆ ของกินต่างๆ ผมแทบไม่ได้ซื้อฝากเธอแล้ว สาเหตุมาจากว่ามีอยู่วันนึง ผมซื้อขนมปังเนยสดฝากเธอ ผมซื้อมาทั้งหมด หลายถุงมาก เพราะคิดว่าที่บ้านผมจะช่วยกิน แต่ลงท้าย ไม่มีใครช่วย กลายเป็นว่าผมกินไปเยอะมาก :( (จริงๆ กิน มันก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ ถ้ากินแล้วไม่อ้วนน่ะ)

ขนมปังเจ้ากรรมถุงนี้ กลายเป็นชนวนทำให้ความอยากที่จะเอาของฝากเธอ หมดไปเลย เนื่องจากว่าวันนั้น ผมก็ให้เธอไป เธอกินไปชิ้นเดียว ส่วนที่เหลือ เธอก็ให้เพื่อนที่นั่งข้างๆ เธอกิน ซึ่งเพื่อนเธอ กินไปชิ้นเดียวมั้ง แล้วก็เอามาโยนให้ผมกินต่อ ที่จริง เรื่องมันก็ดูไม่มีอะไร แต่ท่าทางของเพื่อนเธอ ตอนที่เอามาให้ผมกิน เหมือนกับว่าขนมปังนั้น มันน่ารังเกียจมาก แบบนั้นเลย แบบว่า "พี่ก็กินไปสิ ไม่ต้องเอากลับมานะ ไม่กินแล้ว"

แบบว่า จริงๆ มันก็เป็นเรื่องปกติของคนเรา อะไรก็ตามที่ไม่เอา ก็พยายามที่จะให้คนอื่นไป ปัดให้พ้นๆ ตัวไป พอของอะไรที่ดีๆ หรือว่าตัวเองชอบ ก็กินแบบไม่เคยที่จะคิดเผื่อคนอื่น ในจุดนี้ จริงๆ ส้มไม่ผิดแต่ประการใด แต่ผมก็ตัดสินใจเลิกที่จะซื้อของมาให้ส้มกินแล้ว เพราะถ้าของที่ผมซื้อมา เธอกินไม่หมด ก็คงมิแคล้วที่จะกลับมาหาผม หรือไม่งั้นก็คงผ่านมาทางเพื่อนเธออีก ซึ่งบอกตรงๆ ว่า รับไม่ได้ครับ เจอไปวันนั้นทีนึงนี่ หมดเลยจริงๆ ไม่ใช่ว่าผมเสียดายในของที่ให้ไปนะ แต่ให้ไปแล้วเจอแบบนี้ เซ็งครับ

นอกจากนี้ เป็นเรื่องของของกินอีกเรื่อง ที่ผมรู้สึกเศร้า เกี่ยวกับพฤติกรรมของส้ม ปกติแล้ว ตอนที่ผมจะไปซื้อของกิน ผมมักจะถามเธอว่า เอาอะไรบ้างไหม แต่ครั้นเมื่อพี่ที่นั่งข้างๆ ชวนเธอไปซื้อของกิน หรือซื้ออะไร เธอก็ไปโดยที่ไม่เคยแม้แต่จะ "สนใจ" ว่าผมจะอยากกินอะไรบ้างไหม หลังๆ ผมก็เลยไม่เคยถาม ว่าเธออยากกินอะไรบ้างไหม มีอารมณ์ อยากซื้อมาฝากเธอก็ซื้อ และพยายามที่จะไม่สนใจแล้วว่าที่ฝากไป เธอกินหรือไม่กิน ที่เขียนตรงนี้ ไม่ใช่เพราะว่าผมงก อยากได้ของกินจากเธอแต่ประการใด แค่รู้สึกว่า อยากให้เธอถามผมบ้างก็พอแล้ว เพราะอย่างน้อย ทุกครั้งผมจะถามเธอ ผมไม่เคยอยากได้ของอะไรจากเธอ แต่แบบนี้เจอเข้าไปก็ซึ้งพอควรครับ

เธอเคยซื้อของกินมาฝากผมครั้งนึง โดยไม่มีสาเหตุอื่นใด (ตอนนั้นก็ดีใจนะเอ้า) แล้วก็หายไปเลย จนกระทั่งช่วงหลังๆ จะมีของมาฝากผมบ่อยขึ้น โดยทุกครั้งเธอบอกว่า ที่เอามาฝาก เพราะถือว่าเป็นค่า "เช่า" ของที่ผมให้เธอยืมไป ซึ่งผมไม่คิดอะไรมากกับของที่ให้เธอยืมไปหรอก เพราะเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ สู้ไปอยู่กะคนที่ทำประโยชน์ก็คงดีกว่า แต่หลังๆ ผมก็รู้สึกว่าที่เธอเอาของมาฝากผมนั้น มันก็เป็นเพียงแค่ "ค่าเช่า" จริงๆ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

เรื่องการปฏิบัติตัว

แม้จะมีโอกาสได้คุยโทรศัพท์กับเธอบ่อยๆ แต่สิ่งที่ต้องการมากกว่า คือการที่ได้คุยกันต่อหน้า

แต่นั่นแหล่ะครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกเศร้าในใจ เพราะเกือบทุกครั้ง ที่มีโอกาสได้กินข้าวร่วมกับเธอ เธอมักจะนั่งในจุดที่ผมไม่สามารถเข้าไปนั่งด้วยได้ เพราะเธอมักจะนั่งด้านในสุด (เพราะเธอมักจะเดินไปก่อนคนอื่น) รวมไปถึงทุกครั้งที่มีการอบรม หรืออื่นๆ ไม่รู้ว่าเพราะนิสัยที่เธอชอบเดินไปก่อนคนอื่น หรือเพราะต้องการจะกันไม่ให้ผมเข้าไปยุ่งกันแน่

เวลาเธอกลับบ้าน หากเธอเดินผ่านผมมา เธอก็จะบ๋ายบายผมทุกครั้ง มันก็เป็นแรงใจ ให้ผมยกโทรศัพท์โทรไปหาเธอได้ ในช่วงเวลาที่เธอถึงบ้านแล้ว แต่ช่วงหลังๆ ด้วยสาเหตุหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องคนในทีมชอบแซวเธอกับ user ของเธอ มันก็ทำให้ผมเริ่มที่จะถอยตัวเองออกมา ไม่มองเธอ ไม่โทรไปหาเธอ อย่างที่เคยทำมาก่อนนี้

จนตอนนี้ การปฏิบัติตัวของเธอต่อผม มันก็ทำให้ผมถอยเช่นกัน ในช่วงหลังๆ อย่างเช่นที่ผมเจอมา

เมื่อวันก่อน ผมมีโอกาสได้ไปอบรมที่โรงแรม เป็นธรรมดาที่เธอจะอยู่กับเพื่อนกลุ่มผู้หญิง พอขากลับ ผมต้องติดรถไปกับน้องอีกคน เพื่อกลับมาที่ทำงาน ผม เธอ น้องคนนั้นเดินมาด้วยกัน ตอนเธอที่ต้องแยกกัน เธอก็หันไปบอกกับน้องคนนั้นว่าเธอกลับ แล้วเธอก็ไปเลย โดยไม่ได้สนใจผมแม้แต่น้อย ว่าผมรอบายเธออยู่เหมือนกัน

หรือแม้แต่เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา วันนี้เธออยู่ทำงานค่ำมากๆ จนกระทั่งเธอจะกลับ เนื่องด้วยมันดึกแล้ว เธอก็เลยรอคนอื่นๆ ให้ลงไปพร้อมกันกับเธอ เนื่องด้วยคนอื่นๆ เก็บของกันช้า แต่เธอเก็บเสร็จแล้ว มองๆไป ผมกะจะอาสาไปส่งเธอก่อน (เพราะรอคนอื่นๆ ท่าจะนาน)

เธอก็เดินหิ้วกระเป๋า ไปนั่งคุยกับเพื่อนผม (ผู้ชาย) ที่โต๊ะเขาซะงั้น ดูหยอกล้อกันสนิทดี (เพราะเพื่อนผมมันรวยอารมณ์ขัน เล่นได้) ผมเลยเลิกความคิดที่จะอาสาไปส่งเธอ เลิกความคิดที่จะกลับพร้อมเธอเลย กะผม ผมต้องเดินเข้าไปคุย แต่กะคนอื่น เธอก็เดินไปคุยได้ ไปรอ โดยไม่ได้ใยดีผมเลยแม้แต่น้อย เพราะพอเพื่อนผมมันหิ้วกระเป๋า เตรียมออกมา เธอก็หิ้วกระเป๋าเดินออกไปกับเพื่อนผม ไม่ใยดีว่าผมจะตามไปหรือเปล่า (ซึ่งก็ดี เพราะผมไม่อยากจะตามเธอออกไปอยู่แล้วเหมือนกัน ไม่อยากมองหน้าเธอ)


หลายครั้งที่คิดว่าจะล้มเลิก หลายครั้งที่หมดกำลังใจ เพื่อนผมมักจะพูดเสมอว่า อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง ซึ่งพอเอาคำมันมาเป็นที่ตั้ง ผมก็รู้สึกได้ ว่าที่ไม่ดีน่ะ ไม่ใช่เธอ แต่เป็นผมเอง ที่หวังอะไรมากเกินไป


ผมหวังจะให้เธอถามผมบ้าง ว่าอยากกินอะไรไหม ทั้งๆ ที่จริงๆแล้ว ผมเองก็ไปหาอะไรกินเองได้

ผมหวังจะให้เธอรอผมบ้าง ทั้งๆ ที่ผมเองไม่ได้เป็นคนที่ทำตัวให้เธอหยอกล้อได้แบบเพื่อนผม

ผมหวังในหลายๆ อย่าง ทั้งๆที่ตัวผมไม่เคยทำอะไรให้เธอรู้สึกว่าควรจะให้ผมบ้าง



สรุปว่าผมมันเลวไปเองครับ เห็นแก่ตัว และเอาแต่ได้


อย่างว่า ถ้าเรารักใครสักคน มันคงดี ถ้ามองมันเฉยๆ ไม่ทำอะไร แล้วมีความสุข ถ้าหากคนๆนั้นไปได้ดี มิตรภาพจะยืดกว่า เพราะตั้งแต่เข้ามาทำงานที่นี่ คนที่ผมสนใจ และพยายามจีบ ก็มีการเลิกคุยกันไปแล้วคนนึง ส่วนอีกคน ผมก็คงมองหน้าไม่ติดเร็วๆนี้ (ทั้งๆที่เธอก็ไม่ได้ทำอะไร เธอเป็นอย่างที่เธอเป็น)



ชีวิตยังอีกยาวไกล แต่ผมกลับคิดไปแล้วว่า ผมอยากอยู่คนเดียว

หากคุณต้องออกจากที่ทำงาน ที่ทำมานานเกินครึ่งชีวิต จะทำยังไง?

ช่วงเดือนที่ผ่านมา เหมือนอะไรหลายๆ อย่าง รอบตัวผมจะเปลี่ยนไป

หากตัวเราเอง ลาออกจากที่ทำมาเกือบ 30 ปี ตอนที่ต้องจากกันกับเพื่อนร่วมงาน จะพูดยังไงกับเพื่อนร่วมงาน?

เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง กับที่บ้านผมเอง คนงานที่บ้านผมคนนึง ที่ทำงานให้ที่บ้านมานานมากๆ ก่อนผมเกิดประมาณ 2 ปี เพิ่งทำงานวันสุดท้ายไปเมื่อสิ้นเดือนกันยาที่ผ่านมา สาเหตุมาจากความไม่พอใจในการทำงาน คือทะเลาะกับแม่ผม ซึ่งเป็นนายจ้างบ่อยนั่นเอง

ผมไม่มีโอกาสได้คุยกับเจ็กคนนี้เท่าไหร่นัก ตั้งแต่ตัวเองทำงาน ก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกับเขาเท่าไหร่ (แต่ผมก็นับถือเขาเหมือนญาติผู้ใหญ่คนนึง เพราะความที่อยู่กันมานาน เลี้ยงผมมาตั้งแต่เล็กๆ นั่นแหล่ะ) จึงไม่รู้ว่าทางเขาคิดอย่างไร แต่น้องชายผม โทรไปคุยกับเขา เขาก็ไม่ได้พูดอะไรนัก
แต่จากที่คุยกับแม่ แม่เล่าให้ฟังว่าเจ็กคนนี้ น่าจะอิจฉาเด็กที่เพิ่งเข้ามาทำงานที่ร้านได้ 2 ปีก่อนนั่นเอง แนวๆว่า แม่ผมให้ความสำคัญกับเด็กที่มาใหม่มากกว่า จึงได้พยายามที่จะเรียกร้องความสนใจ ด้วยการทำงานไม่ค่อยดี โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามันจะให้ผลตรงกันข้าม กลายเป็นการมีปากมีเสียงบ่อยขึ้นๆ และลงท้าย ก็ทนไม่ไหว ขอลาออกจากงาน

ทีแรก แม่เสนอให้เขาพักงานเฉยๆ เดือนนึง และได้เงินเดือน แต่เขาไม่ยอม และขออยู่ต่ออีก 1 เดือน ในวันสิ้นเดือนสิงหาคม ทีแรก แม่ก็คุยกับผมแนวๆ ว่า เขาคงยังหาที่ทำงานใหม่ไม่ได้ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ หรอกครับ คนอายุ 40 กว่าๆ เริ่มงานที่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แถมวุฒิการศึกษาของแกก็ไม่สูง เงินเก็บก็ไม่ค่อยมี (เพราะสาเหตุทางบ้าน) มันคงเป็นเรื่องที่ลำบากมาก โดยส่วนตัวแล้ว ไม่อยากให้ออก ถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่อยากให้บ้านเราต้องขาดคนที่รู้จักกันมานานไป

จนกระทั่ง สิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ็กแกตัดสินใจว่า "ออก" ซึ่งแม่ผมก็ไม่ได้ค้านอะไร ด้วยสาเหตุที่รู้ๆกันอยู่ จนกระทั่ง ตอนปิดร้าน
แม่ตั้งใจจะให้เงินก้อน กับเขาไปก้อนนึง เพื่อเอาไปใช้ตั้งตัวในวันที่เขาออกจากงานไป (จริงๆ กะว่าวันนึงที่เลิกทำร้านแล้ว จะให้) แม่รอจังหวะที่เขาจะออกจากบ้านไป รอจังหวะที่เจ็กแกจะมาบอกลา และบอกกล่าวอโหสิกันในเรื่องต่างๆ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ร่วมงานกันมา

"ซ่อ อั๊วไปแล้วนะ" แล้วก็หิ้วของออกไป โดยไม่ได้กลับมามองผมและแม่อีกเลย

แบบว่าอึ้งกันไปตามๆกัน "-_- แม่ไม่แปลกใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนๆนี้ ไม่มีเยื่อใยกับใครหรอก แต่ผมสิ อึ้งไปเลย ไม่คิดว่าคนที่อยู่กันมานานขนาดนี้ ตอนจากกัน จะจากกันไปแบบไม่มีคำพูดใดๆ เลยสักคำ (หรือเพราะอัดอั้นตันใจขนาดหนักก็ไม่รู้ "-_-)

ก็ถือว่าจบเรื่อง ของคนๆหนึ่ง ที่อยู่คู่กับร้าน "สันต์ชัย" มานาน หลังจากนี้ คงจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ เพราะเนื่องจากน้องชายผม ที่กำลังจะกลับมาทำงานที่บ้านพร้อมเตรียมตัวไปเรียนต่อในเดือนหน้า น่าจะสร้างสีสรรใหม่ๆ ให้แก่ร้านของเราครับ