เกริ่นเรื่องของ "หัวใจดวงใหม่" ไว้นานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสเขียนสักทีครับ
แต่ความสัมพันธ์ที่ผมมี กับ "หัวใจดวงใหม่" ของผม ก็กำลังไปเรื่อยๆ เช่นกัน
วันก่อน มีโอกาสได้คุยกับเธอ เธอถามถึงงานอดิเรกของผม ผมเลยเล่าให้ฟังว่าผมเขียนบล็อกด้วย (ก็คือที่นี่นี่แหล่ะ) แต่ไม่สามารถแสดงที่นี่ให้เธอเห็นได้ (แสดงไปก็รถไฟชนกันเปล่าๆครับ เหอะๆ)
เพราะกว่าจะทำให้เธอเชื่อได้ว่าผมกับ "เธอคนนั้น" ไม่มีอะไรกันมากกว่าเพื่อน (หรือคนใช้ กับคนถูกหลอกใช้) ก็ใช้เวลานานมากๆ เพราะครั้งที่ผมไปเดินซอยละลายทรัพย์กับ "เธอคนนั้น" ขากลับก็มาเจอเธอนี่แหล่ะ เธอเลยใช้สรรพนามแทน "เธอคนนั้นว่า" "แฟนพี่" ไปเลย เหอะๆ
ผมลองมาค้นๆ เรื่อง "ตาลของผม" ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่ผมเขียนขึ้น เพราะตอนนั้นเคยไปจีบคนๆนึง (ขอสงวนนามไว้ แต่ชื่อย่อ ก. เพื่อกันสัีบสน เพราะตัวละครหญิงในหัวข้อนี้เยอะเหลือเกิน) เมื่อครั้งเข้าเรียนที่เกษตรปีแรก เทอมแรก และไม่กี่วันแรก ก็แห้วไปอย่างรวดเร็ว เพราะ ก. คนนี้แหล่ะครับ ดันไปชอบรุ่นน้องโรงเรียนผม (ที่เอ็นท์ติดเข้ามาพร้อมกัน) การที่ผมไปจีบเธอ เลยเหมือนเป็นการไปเร่งปฏิกิริยาให้ทั้งสองคนคบกันเร็วขึ้น (เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ยังมีโอกาสเจอ ก. เดินอยู่สีลมอยู่เลย แต่เดาว่าคงจำผมไม่ได้ เลยไม่ได้ทัก)
แต่จริงๆ "ตาลของผม" ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวกับ ก. เลยสักนิด เพียงแต่ตอนนั้นอยากเขียนอะไรสักเรื่องขึ้นมา เพื่อให้ไม่คิดมาก(มั้ง) เอาเป็นว่า เรื่อง "ตาลของผม" ก็เกิดมาด้วยประการละฉะนี้แล
ผมพยายามค้นหา "ตาลของผม" จากในเครื่องของผมเอง แต่ก็หาไม่เจอสักทีครับ คงเพราะมันเดี้ยงไปกับ HDD ตัวเก่าของผมแล้วแน่ๆ ไม่รู้จะไปค้นมาจากไหนดี เพราะแผ่นแบ็คอัพที่บ้าน ถ้าจะหาจริงๆ มันต้องไม่เจอแน่ๆเลย
จนท้ายสุดก็ลองพึ่ง google นี่แหล่ะครับ โชคดีมาก ที่กลุ่มที่ผมอยู่ ตอนเรียนปีแรก มีรุ่นพี่ (แต่จริงๆ ก็เพื่อนแหล่ะ เพราะเอ็นท์ติด ม.5 อ่ะ) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานโปรแกรมเมอร์ยุคแรกของ pantip.com ได้แนะนำให้ผมเอาเรื่องที่เขียนนี้ไปลงห้อง "ถนนนักเขียน" แล้วก็มีคนมาเอาเรื่องในนี้ ไปลงในเว็บของเขาเอง (บน geocities ซึ่งโชคดีมากว่ามันยังไม่ถูกลบไปครับ) เลยได้เป็น "ตาลของผม" ฉบับดั้งเดิมที่สุด เท่าที่จะยังมีเหลืออยู่มาให้อ่านกัน
มานั่งอ่านๆ เพื่อตัดย่อหน้าลงในเว็บบอร์ดที่ผมเข้าประจำ เลยมีโอกาสได้อ่านสำนวนตัวเองเมื่อสิบปีก่อน บางอันอ่านแล้วก็ขำตัวเองเหมือนกัน แต่ยังไงก็ตาม หลังจากผมอ่านจบแล้ว ก็เป็นเหมือนกับว่าได้พบ "เพื่อนเก่า" ของผมคนนึง ที่หายจากกันไปนาน (หรือมันข้ามเวลากลับมาหาผมหว่า เพราะตอนนี้ ผมแก่ขึ้นไป 10 ปี แต่มันไม่ได้แก่ขึ้นเลย)
ตัวเอกของเรื่อง ทศ เป็นชื่อของรุ่นน้องผมคนนึงในกลุ่ม 1 นี่แหล่ะ และหลังๆ เวลาผมเขียนเรื่องสั้น ถ้าผมไม่ได้ใช้ตัวเอกชื่อ "เอก" (ซึ่งมาจากพยางค์หน้าของชื่อเก่าผม) ก็จะเป็น ทศ นี่แหล่ะครับ
นางเอกของเรื่อง ตาล ผมใช้แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะหลังจากนั้น นางเอกของผมก็กลายเป็น "อร" ไปซะทุกเรื่องเลย ชื่อของตาล มาจากผู้หญิงคนนึง ที่ผมเคยคุย ytalk หรือ ntalk ด้วยนี่แหล่ะ เธอเรียนที่ม.กรุงเทพ ตามประสาคนที่จีบๆ กันครับ ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวดูหนังกับเธอที่สยาม 2-3 ครั้ง (เธอเป็นอิสลาม จำไม่ได้แล้วว่าทำไม หลังจากที่เจอกัน 2-3 ครั้งแล้วถึงไม่ได้เจอกันอีก) เป็นครั้งแรกเลยมั้ง ที่ผมมีโอกาสได้ซื้อ "ต่างหู" ให้กับผู้หญิง เป็นของขวัญในการเจอกันครั้งแรก
ไหนๆ ว่ากันถึงตาลแล้ว จะไม่พูดถึง อร ก็ยังไงอยู่
ชื่อ "อร" นี่ มาจากเพื่อนในภาคของผมคนนึง ที่ผมแอบชอบ เมื่อตอนเรียนปีสาม (แต่ก็ไม่ได้ลงมือจีบแบบจริงๆ จังๆ เพราะรู้ว่าแห้วแน่ๆ เพราะเธอไม่เคยสนใจผมเลย เธอมีแฟนไปตอนปีสี่ และมาถึงตอนนี้ ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่ไม่ได้จีบเธอในตอนนั้น เพราะรู้สึกว่าความเป็นเพื่อน มันยืนยาวกว่าการเป็นแฟน) ชื่อของอร จึงเอาตัวอักษรมาจากอักษรตัวหน้าของเธอ
อรมีโอกาสได้ปรากฏตัวบนงานเขียนของผมเรื่องแรก ในตอนที่เอาเพื่อนๆ cpe 11 มาเป็นตัวละครในเรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องนึง (อิงเนื้อเรื่องมาจาก the fifth element ซึ่งเขียนไม่จบ) แต่ตัวของอรกับเอก ก็มีบทบาทในเรื่องนี้พอควร
เล่ามาซะนาน ยังไงด้านล่างต่อจากนี้ จะเป็นส่วนของ "ตาลของผม" ซึ่งใครยังไม่ได้่อ่าน ก็ลองอ่านดูนะครับ เรื่องนี้ ผมเขียนโดยตั้งใจจะให้ตอนจบเป็นลักษณะปลายเปิด คือปล่อยให้ผู้อ่านไปคิดเอาเองว่าตอนจบของเรื่องเป็นยังไง ฉากของเรื่อง คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่ม1 (Global One)
ตาลของผม?
โดย :ekbee
[13 ก.ย. 2541 01:52:41]
แม้ว่าวันนี้เป็นวันเปิดเทอมใหม่ของผม แต่ผมก็ไม่ได้ไปเช้าๆอย่างที่คนอื่นๆเขาชอบทำกันหรอก ที่ผมชอบคือการไปเรียนอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง มันเป็นนิสัยที่ติดตัวผมมาตั้งแต่ตอนเป็น freshy มีเพียงไอ้การไม่มาเช้า(แต่ก็ไม่สายนะ) นี่แหละที่เพิ่งมาเป็นตอนปี2นี้ ไอ้ที่ว่าพอแก่ตัวแล้วคนเรามักจะขี้เกียจ มันคงใช้กับผมไม่ได้ แต่หลายๆคนอาจสงสัยว่าไม่ขี้เกียจแต่ทำไมไปสาย ก็ตอบง่ายๆครับว่า มีสิ่งที่ผมไม่อยากไปเห็นนั่นเอง
"ตาล" คือสิ่งที่ผมพูดถึงครับ เพราะเธอเป็นคนน่ารัก ผมเดาได้ว่าชื่อของเธอไม่น่าจะมาจาก "น้ำตาล" ที่เป็นชื่อของสีแน่นอน แต่มันคือนิยามของความหวานที่เธอมีต่อผู้พบเห็น ถ้าจะเรียกเธอเป็น "ดาวของวิดวะ" ก็คงไม่มีใครคัดค้านแหละครับ แต่เธอไม่ค่อยที่จะดังในหมู่ผู้ชายในคณะเท่าไหร่ เพราะเธอมีแฟนแล้วนั่นเอง "ชัย" เป็นชื่อของแฟนเธอ หรือเพื่อนของผมที่เข้ามาเป็น freshy ด้วยกัน ทั้งคู่เริ่มจะเรียกกันเป็นแฟนเมื่อช่วง " summer"ที่ผ่านมานี่เอง เพราะ ช่วงนั้นทั้งคู่เรียนด้วยกันตลอด ซึ่งนี่แหละเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมไม่อยากจะมาเช้า
ที่ใครต่อใครพูดว่า "รักแรกมักไม่สมหวัง" มันคงจะจริง ตลอด 12 ปีของผมตั้งแต่จบอนุบาลมา "เพื่อนผู้หญิง" คือสิ่งหนึ่งที่ผมไม่มีเป็นของตัวเอง เมื่อย่างเข้าปีที่13 ผมก็ได้มีเพื่อนหญิงของตัวเอง อย่างว่านะครับคนเรามักจะไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ คราวนี้ผมก็อยากมี "แฟน" เป็นของตัวเอง ตาลเป็นคนแรกใน "กลุ่มหนึ่ง" ที่ผมเล็งไว้ ตั้งแต่วันแรกพบจนกระทั่งวันนี้ เธอก็ยังอยู่ในใจผมเสมอมา ด้วยความหวังที่ว่า "หากเป็นเนื้อคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน"
เดือนถัดมาผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของทั้งคู่ ทั้งคู่ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเช่นแต่ก่อน ผมเองก็ไม่ได้สนใจมาก คิดว่าทั้งคู่เรียนกันคนละ major คงว่างไม่ตรงกัน จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง หลังจากผมเลิกเรียนวิชาในภาคตอน 5โมงกว่าๆ ในกลุ่มไม่มีใครแล้ว นอกจากตาล เธอนั่งอยู่คนเดียว ผมนึกว่าเธอคงจะรอชัยเลยถามเธอไป เธอก็ตอบว่าไม่ใช่ แล้วเธอก็เงียบไป ผมงงมาก เพราะเธอเองไม่เคยเป็นอย่างนี้ ปกติเธอจะเป็นคนที่ชวนคนอื่นคุย แต่วันนี้เธอกลับนิ่งเงียบ
ผมรู้สึกสงสัยและเป็นห่วงเพราะช่วงนี้ไม่มีคนผ่านไปผ่านมา เลยนั่งเป็นเพื่อนเธอ สักพัก เธอก็ร้องไห้ออกมาแล้วก็พูดออกมาว่า
"ทศ ทศว่าตาลไม่ดีตรงไหนเหรอ"
"ตาล เป็นอะไร ไอ้ชัยมันทำอะไรตาลเหรอ" ผมถาม
"เปล่าชัยไม่ได้ทำอะไร แต่ทศบอกตาลหน่อยสิว่าตาลไม่ดีตรงไหนรึเปล่า" เธอย้ำคำถามเดิม
"ไม่ ตาลเป็นคนดีมาก ดีกับเพื่อนๆทุกคน พวกเราทุกคนชอบตาลมากนะ"
"แล้วทำไม ทำไมชัยถึงเลิกกับตาลล่ะ" เธอพูดเพียงแค่นั้น แล้วเธอก็ร้องไห้ต่อ
ไม่มีคำพูดคำใดจากผมและเธอ เราทั้งคู่เงียบไปนาน ผมเอาผ้าเช็ดน้ำตาให้เธอ แล้วก็พาเธอไปส่งบ้าน
บ้านผมไม่ห่างจากบ้านเธอมากนัก แต่เราไม่ได้กลับบ้านด้วยกันหลังจากที่เธอกับชัยเป็นแฟนกันแล้ว
หลังจากนั้นผมไปสืบข่าวของชัย ได้ความว่า มันไปชอบผู้หญิงอีกคนที่คณะมนุษย์ จึงตีตัวออกห่าง ตาลจึงรู้ตัวได้ว่าชัยไม่ชอบเธอแล้ว มันก็เลยเป็นช่วงที่ผมต้องรับหน้าที่เป็นคนดูแล ปลอบใจเธอต่างๆนานา เพื่อให้เธอไม่คิดมาก แล้วผมเองก็พยายามถ่ายทอดความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอให้เธอรู้
จนผ่านไปเดือนกว่าๆ ตาลคงทำใจได้แล้ว นอกจากนั้นสิ่งที่ผมหวังเอาไว้ก็เป็นจริง เธอเริ่มจะเข้าใจผมมากขึ้น เราเริ่มที่จะเป็นเงาของกันและกัน ซึ่งตารางเรียนของเราทั้งคู่ก็เป็นใจ เพราะเราเรียนด้วยกันทุกวิชา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้ ตาลยังคงคิดถึงชัยอยู่เสมอ บางครั้งทั้งคู่เจอกัน ตาลก็มองชัยด้วยสายตาที่หวังว่า ชัยจะกลับมา ซึ่งผมเองก็ได้แต่นั่งรอมันเงียบๆโดยภาวนาขออย่าให้มันมาถึง
แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่ผมกลัวมันก็เป็นจริง ชัยเข้ามาคุยกับผมตอนที่ตาลไม่อยู่ เขาบอกผมว่า อยากจะขอตาลคืน เพราะเขาเองยังรักตาลเสมอ ส่วนไอ้ที่ลือกันตอนนั้น เขาว่ามันไม่จริง ผู้หญิงคนนั้นตามจีบเขาเอง เขาพยายามปฏิเสธ แต่เธอคนนั้นถือไพ่เหนือกว่าเขา พ่อเธอเป็นเจ้านายของพ่อเขา แล้วก็ขู่เขาว่าหากไม่ทำตาม จะให้พ่อเธอไล่พ่อเขาออก ซึ่งเขาเองก็จนปัญญา ต้องทำตาม เขาจึงต้องใช้เวลาทำให้เธอเกลียดเขา แล้วเขาเองก็ไม่มีเวลาที่จะอธิบายให้ตาลฟังด้วย ท้ายที่สุดเมื่อสิ่งที่เขาทำสัมฤิทธิ์ผล เขาจึงกลับมา ก็พบว่าผมกับตาลเริ่มสนิทกันมากขึ้น จึงมาพูดกับผมโดยตรง ทำให้ผมรู้ว่าชัยเป็นคนดีมาก ดีจนผมละอาย เพราะเรื่องที่เขาเล่ามาเป็นความจริงทุกอย่าง ซึ่งเขาจะไม่ ว่าอะไรทั้งนั้นหากผมจะไม่คืนตาลให้ เพราะเขาเองก็ทำผิดต่อเธอมาก
หลังจากวันนั้นความคิดทั้ง 2 อย่างก็วนเวียนอยู่ในหัวของผม ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรดี ถ้าผมเล่าทุกอย่างให้เธอฟัง ผมก็จะเสียเธอไป หรือไม่ก็เก็บความจริงนี้เอาไว้กับตัวผมเอง เพราะตอนนี้ผมมั่นใจว่า เธอลืมเขาไปได้เยอะแล้ว และ กำลังจะเริ่มต้นใหม่กับผม ตามจริงผมควรจะเลือกอย่างหลัง แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำให้เธอมีความสุขเช่นเดียวกับที่เขาให้เธอได้หรือไม่
ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านั้นก็หมดไปจากใจผม มันจบลงได้เพราะผมจำได้ดีถึงคำพูดประโยคหนึ่งที่เธอพูดกับผม "ทศ ทศเป็นคนดีนะ ถ้าตาลเป็นแฟนทศนี่ตาลคงจะดีใจมากเลย" นั่นแหละ แม้ว่าคำว่า "คนดี" กับ "ตาลเป็นแฟนทศ" มันจะขัดกันสำหรับตัวผม แต่มันก็ทำให้ผมรู้ว่า ตัวเองควรทำเช่นไร ซึ่งผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าเป็นคุณล่ะครับ คุณจะทำอย่างผมรึเปล่า?
Wednesday, June 27, 2007
Sunday, June 24, 2007
ความสนิทสนมของพี่น้องต่างสายเลือด กับน้ำตาลูกผู้ชาย
หลังจากที่เข้ามาในตัวสลิมได้พักใหญ่ๆ คนก็เริ่มเยอะขึ้นๆ ครับ
โดยเฉพาะโต๊ะผม ไม่รู้มาจากไหนกันเยอะแยะ รวมๆ คนแล้ว เป็นสิบกว่าคนเลยอ่ะ ยังดีที่คนโต๊ะผมไม่มีใครสูบบุหรี่ (แต่โต๊ะข้างๆ มี)
รู้สึกว่าปวดห้องน้ำมาก เลยเดินไปเข้าห้องน้ำครับ แต่พอเข้าไปในห้องน้ำแล้ว เห็นคนที่เป็นพนักงานของร้าน ยืนอยู่เพียบเลยอ่ะ ไม่รู้ว่าพวกนี้ต้องให้ทิปหรือให้อะไรหรือเปล่า เลยกลายเป็นว่าผมไม่กล้าเข้าไปเลยอ่ะครับ (ใครให้ความรู้ตรงนี้ได้ บอกผมหน่อยนะ)
หลังจากกลับมา ก็เห็นทุกคนกำลังเต้นกันสนุกเลยครับ เพราะเพลงที่เปิดนี่ เป็นเพลงแดนซ์ทั้งนั้น นี่ล่ะมัง ข้อดีของการไปผับ คือคนเยอะ เต้นกัน กระทบกระทั่งกันนิดๆหน่อย ก็ไม่เป็นไร (แต่ผมไม่ได้ไปกระทบกะคนอื่นนะ เพราะไม่ชอบอ่ะ)
มาถึงตรงนี้ เริ่มรู้สึกไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างของเธอ (แต่ก็พอเข้าใจนะ ว่าถ้าไม่ทำ มันก็คุยกะคนอื่นไม่รู้เรื่องอ่ะ) คือเธอไปกระซิบข้างๆหู คนที่เธอคุยด้วยครับ เอาเถอะ เธอมาเที่ยวบ่อย การทำแบบนี้มันก็เรื่องธรรมดา
ก่อนนี้ เพื่อนเธอมาถามผมว่า ผมกินเหล้าหรือเปล่า ผมก็บอกไปว่า "ไม่เคยกินเลย" เธอก็บอกผมมาเหมือนกันว่า "ไม่กิน" ได้ยินแบบนี้ ผมก็โล่งใจหน่อย เพราะได้ยินมาว่า สาวเที่ยวผับ กินเหล้ากันทุกคนแหล่ะ อย่างน้อยเธอก็ไม่กินเหล้านะเนี่ย แต่แล้ว ไอ้ความรู้สึกนั้นมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเพื่อนเธอ ส่งแก้วเหล้าที่เขากินอยู่มาให้เธอ เธอก็จิบครับ แต่จิบแล้วก็รีบกินโค้กตามไป ใจสลายไปอีกส่วนนึงครับ นี่เหรอที่บอกว่า "ไม่กิน"
พอยิ่งคนเยอะ ผมก็ยิ่งเซ็ง เพราะตอนนี้เธอสลัดคราบของคนที่ผมรู้จัก กลายเป็นสาวกลางคืนไปแล้ว ทำให้ผมอยากที่จะเดินหายไปจากตรงนี้นัก ประกอบกับคนที่โต๊ะก็เยอะเสียเหลือเกิน (ไม่รู้ไปขนมาจากไหนกันเยอะขนาดนี้) ผมเลยเดินออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างล่าง พักใหญ่ๆ ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปใกล้ๆ โต๊ะ แต่ก็ไม่ได้กลับไปที่โต๊ะ ผมยืนไกลออกมาอีกหน่อย เพราะมองไป โต๊ะมีคนล้อมรอบกันหมดแล้ว และผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นส่วนเกินพิกล ผมก็ยืนรอเวลาไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อไหร่ โปเตโต้มันจะมาสักทีนะ (เวลาตอนนั้น สี่ทุ่มกว่าๆ)
"มาทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ" เธอถามผม พร้อมกับจับที่แขนผมเพื่อให้รู้ว่าเธอพูดกับผม เธอคงบังเอิญผ่านมาเห็นผม ตอนที่เธอเดินกลับมาจากห้องน้ำ"เปล่าจ้า ที่โต๊ะคนมันเยอะ ไม่มีที่ยืน เลยมายืนตรงนี้น่ะ" ผมตอบไป เพราะโต๊ะมันเยอะจนยืนไม่ได้เลยนี่นา"ว่างน่า ยืนได้ ไปเถอะค่ะ" เธอพาผมกลับมาที่โต๊ะ รู้สึกว่าคนมันก็ยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่อ่ะ แต่เอาเถอะ ไหนๆ เธอก็มาชวนแล้ว ก็เลยยืนต่อ
พักใหญ่ๆ ต่อมา ก็ลงอีรูปเดิมอีกครับ ไอ้เพื่อนคนเดิมของเธอ ส่งแก้วเหล้ามาให้อีก เธอก็รับมาดื่มอีกอึกนึง ก่อนจะจิบโค้กตาม แล้วก็บ่นว่า "ขมจังเลยนะ" เอาเข้าไปเถอะครับ ผมเอง ชักรู้สึกเสื่อมศรัทธากับเธอมากขึ้นเรื่อยๆเป็นคำรบสอง ประกอบกับควันบุหรี่ และเวลาที่ไหลไปจนดึกขึ้นเรื่อยๆ ความง่วง ที่ผสมกันได้เข้ากันกับควันบุหรี่ ทำให้ผมต้องออกมาสูดอากาศข้างนอกอีกครั้ง คราวนี้กะว่าจะไม่กลับขึ้นไปแล้วครับ อยู่มันตรงนี้เลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องเจอกับควันบุหรี่ และเรื่องต่างๆ นานาที่ทำร้ายจิตใจ แต่ก็ไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันครับว่าเธอตามผมลงมาข้างล่าง
"เป็นยังไงบ้างอ่ะเบียร์ เบื่อหรือเปล่า" เธอถามผม
"อ๋อ ไม่หรอก รู้สึกว่ามึนๆ เลยลงมาสูดอากาศสักหน่อยน่ะ" ผมบอกเธอไปตามนั้น โดยไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น
"ค่อยยังชั่ว เค้ากลัวว่าชวนมาแล้วจะทำให้เบียร์ไม่สนุก"
"ไม่หรอก มาที่นี่ก็ได้รู้อะไรหลายอย่างดีน่ะ" ได้รู้เรื่องของเธอแบบนี้ อย่างน้อยผมก็คิดว่ามันคุ้มครับ ที่มา แม้จะต้องเศร้าใจก็เถอะ
"แล้วเดี๋ยววันนี้ถ้ามันเลิกดึกมากๆ เอาไงดีคะ" เธอถามเผื่อตอนเธอกลับ
"ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเค้าไปส่งตะเองนะ" ผมบอกเธอไปแบบนั้น ดูเธอโล่งใจ แล้วก็หันไปมองรอบๆ คนเดินผ่านไปผ่านมา ก่อนจะพูดออกมาอีกว่า
"เหล้านี่มันขมนะ" เปิดได้ตรงประเด็นมากครับ ผมเลยใส่เธอไป
"แต่จริงๆ ถ้ากินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็กินได้มากขึ้นเองแหล่ะ"
"ตะเองอยากให้เค้ากินเหรอ" เธอหันมาถามผมด้วยสายตาแปลกๆ แบบไม่เชื่อว่าจะได้ยินจากปากผม
"เปล่า ไม่อยากหรอก แต่เห็นว่าคนอื่นส่งมาให้กินก็กินน่ะ"
"ก็แค่ลองนิดหน่อยเอง" ลองนิดหน่อย ไอ้การที่คนเราติดเหล้า ติดยา มันก็มาจากการ "ลอง" ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? ผมคิดในใจ
ยังไม่ทันที่จะคุยอะไรกันต่อ ด้านในก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้น คงเป็นสัญญาณว่าโปเตโต้มาแล้ว ผมกับเธอก็เลยชวนกันกลับขึ้นไปข้างบน แต่ไม่ใช่ครับ ยังไม่มา กว่าจะมาจริงๆ ก็นั่นแหล่ะครับ เที่ยงคืนกว่าเข้าไปแล้ว ผมก็รอจนเงกเลย เฮ้อ มันแย่ตรงที่คนเยอะมาก จากโต๊ะที่ยืนกันอยู่นี่ มองอะไรไม่เห็น เธอเลยชวนผมเดินไปตรงที่ๆ สามารถมองเห็นได้ ก็ดูกัน จริงๆ ผมเป็นคนไม่สนใจดูคอนเสิร์ตพวกนี้เท่าไหร่ แต่เห็นเธอชอบ และสนุก ผมก็ดีใจแล้วครับ คิดว่าไม่เสียที ที่มากับเธอวันนี้
เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ นักร้องโปเตโต้ลงจากเวทีกันไป (ผมไม่รู้ว่าผับมันปิดกันกี่โมง แต่ตอนที่จบ มันก็เกือบๆ ตีสองแล้ว) เธอก็ชวนผมกลับไปที่โต๊ะ ที่นั่น เพื่อนของเธอยังยืนกันอยู่ ในกลุ่มนั้น มีคนๆนึงที่ผมรู้ทีหลังว่าเป็น "น้อง" คนนึงในแผนกของเธอ
พูดถึงน้องผู้ชายคนนี้ ขอเล่าย้อนไปหน่อยว่าก่อนหน้านี้ เธอเล่าให้ผมฟังว่าเขาเพิ่งจะบอกลาออกไปเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ผมจำได้ว่าวันนั้นเธอดูเศร้ามากๆ ที่น้องคนนี้ลาออก (เธอให้เหตุผลว่าน้องคนนี้คอยสอนงานเธอมาตลอด เป็นกำลังใจเวลาที่เธอท้อแท้กับงาน) ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่าเธอแอบไปร้องไห้ด้วย กับการลาออกของน้องคนนี้ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงได้เศร้าขนาดนี้ ตอนที่เธอเล่าให้ฟัง ผมปลอบใจเธอ โดยเล่าประสบการณ์ตรงของผมไปว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อนร่วมงาน พอถึงวันนึง มันก็ต้องไป ผมก็เคยผ่านช่วงเวลานี้ ตอนพี่ที่ทำงานเก่าผมออกกันเยอะๆ แต่ผมก็ออกด้วย เลยไม่ค่อยเศร้า เธอก็กระแทกผมกลับมาว่า แบบนี้เขาก็ต้องลาออกด้วยใช่ไหม? ผมก็บอกว่าไม่ได้ทำงานที่เดียวกันก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้เลิกที่จะรู้จักกันสักหน่อย เธอก็บอกว่า พอไม่ได้ทำงานด้วยกัน เวลาเจอกันมันก็ไม่เหมือนตอนทำงานด้วยกันแล้ว ผมก็ได้แต่เลยตามเลยครับ อารมณ์นี้ โดยที่ตอนนั้น ไม่รู้สึกระแคะระคายอะไรกับคำพูดเหล่านั้นของเธอเลย
เธอไปคุยกับน้องคนนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าเธอไปคุยอะไรกัน เพราะด้วยความที่รอบๆ ข้างเสียงดัง แต่สิ่งที่เธอทำ ผมแทบไม่เชื่อสายตาเลย ผมยืนอยู่ด้านหลังเธอ แต่ในมุมประมาณ 45 องศา เลยทำให้มองเห็นการกระทำของเธอได้ ซึ่งหลังจากที่ได้เห็นแล้ว คิดว่าไม่มาเห็นซะ มันคงดีกว่า
เธอใช้สองมือของเธอ โอบไปที่คอของน้องคนนั้น แล้วค่อยๆโน้มตัวลงไปกอดเขา
ผมมองได้เท่านี้ แล้วก็เดินหลบออกมา เพราะไม่อยากจะมองมากกว่านั้นอีก ภาพที่เห็น ทำให้ผมรู้สึกหมดแรง แต่ยังดีที่สามารถจะประคองตัวเองให้ออกมาทางที่นั้นได้ เดินตรงมาด้านนอก น้ำตาปริ่ม ราวกับว่าจะขับหัวใจที่แตกสลายไปแล้วของผมออกมาด้วย
เธอเดินออกมาเจอผม ผมเบือนหน้าหนี เพราะไม่อยากให้เธอเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา สิ่งที่เธอทำลงไป ไม่รู้ว่าเธอทำโดยตั้งใจหรือว่าอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ผมอยากที่จะถามเธอ ว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้น มันใช่ผมมองพลาดไปเองหรือเปล่า
เราเรียกแท็กซี่ออกมาจากอาร์ซีเอกัน ผมมองไปนอกหน้าต่าง โดยที่เธอก็นิ่งเงียบ ไม่พูดจาอะไร ผมรู้ว่าเธอง่วงมากแล้วแน่ๆ เลยหันไปบอกเธอว่า
"นอนไปเถอะ เดี๋ยวใกล้ๆถึงแล้วจะเรียกจ๊ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก อยู่เป็นเพื่อนกัน" เธอพูด ทั้งๆที่ตาเธอกำลังจะปิด
"นอนไปก่อนเถอะจ๊ะ เดี๋ยวถึงแล้วเรียก ตัวเองง่วงนอนออกขนาดนั้น" ผมย้ำเธอไปอีกครั้ง เพราะอยากให้เธอได้พัก บ้านเธอไกลจากที่ทำงานมาก ยังไงคืนนี้เธอมีเวลานอนน้อยกว่าผมแน่ๆ ไอ้ผม ถึงบ้านช้ากว่า แต่ผมสามารถตื่น 8 โมงเช้าได้สบายมาก
เมื่อได้ยินดังนั้นเธอเอนตัวลงและนอนหลับไป ผมมองนาฬิกา มันเลยเวลานอนไปนานแล้ว ไม่แปลกที่เธอจะง่วงจนหลับได้ในเวลาไม่นาน ผมมองเธออย่างพินิศ ใบหน้ายามหลับของเธอดูอ่อนหวาน น่ารักไม่ต่างกับยามตื่น ในวินาทีที่ผมมีโอกาสได้เห็นนี้ มันคงจะดีมาก หากผมมีโอกาสที่จะได้มองเห็นใบหน้าของเธอแบบนี้ตลอดไป อยากที่จะมีเวทมนตร์สาปให้เธอตื่นขึ้นมาและมองแต่ผมคนเดียว แม้มันจะเป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็อยากที่จะให้มันเป็นแบบนั้น
ผมพยายามสลัดสิ่งที่เธอทำเมื่อครู่ออกไปจากความคิด ผมเคยบอกกับตัวเองตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนๆแล้ว ว่าผมอยากจะอยู่กับเธอ เพื่อให้เธอสบายใจ ไม่อยากจะหาเรื่องไม่สบายใจมาให้เธอ เพราะตัวผมเอง เคยเผยความรู้สึกในใจให้เธอรับรู้บ้าง และพยายามที่จะถามความรู้สึกของเธอด้วย แต่เธอก็ไม่เคยที่ตอบผม เธอมักจะเลี่ยงหรือเบี่ยงกระเด็นเสมอ รวมไปถึงเวลาที่ผมชวนเธอไปไหน เธอจะทำที่ท่าว่าสนใจ แต่แล้วก็จะไม่พูดถึงมันอีก หลายครั้ง จนทำให้ผมเลิกที่จะชวน หรือถามเธอว่าเธอคิดอย่างไรกับผม
พอนึกถึงภาพเมื่อครู่ ผมรู้ตัวเลยว่าผมทำแบบนั้นไม่ได้ ยังไงซะ ภาพนั้นคงจะเป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกได้ ว่าผมควรจะตัดใจจากเธอออกมาได้แล้ว หากผมมองไม่ผิด ใช่ ยังไงผมคงจะถามเธอให้แน่ๆ และหวังว่าสิ่งที่ผมมองเห็น มันจะเป็นแค่เพียงผมมองผิด
รถพาเราทั้งสองคนมาถึงที่หมาย ผมปลุกเธอก่อนหน้านั้นพักนึง เพราะผมไม่เคยมาบ้านเธอ จึงต้องให้เธอเป็นคนนำทาง เมื่อเธอลงจากรถ เธอก็หันมาขอบคุณผม ผมก็ตอบไปอีกประโยค ก่อนจะกลับออกมา
"ขอบคุณมากนะคะ กลับบ้านดีๆล่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก มีเค้าอยู่ ก็เพื่อเวลาแบบนี้นี่"
ระหว่างทาง ผมรู้สึกตัวว่าหากผมไม่ได้บอกความรู้สึกกับสิ่งที่ได้เห็นเมื่อสักครู่ ผมคงนอนไม่หลับแน่ๆ เลยตัดสินใจหยิบมือถือมาส่ง SMS ให้เธอ
"ขอบคุณมาก วันนี้เราได้รู้อะไรหลายๆอย่าง บาดใจมาก"
กว่าผมจะได้นอนก็ตีสี่กว่าๆ เพราะระหว่างทางกลับ น้องผมยังไม่นอน เลยได้มันนี่แหล่ะ เป็นที่ปรึกษาให้ผม (ยังไงก็ขอบคุณน้องชายผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะเช้าวันถัดมา เราก็ไปทำงานสายด้วยกันทั้งคู่)
มาถึงที่ทำงาน หลังจากที่นั่งทำงานได้พักนึง เธอก็ IM มาหาผมครับ มาถามเรื่อง SMS ที่ผมส่งไปเมื่อคืน
เธอ "เบียร์คะ เมื่อคืนส่งอะไรมา"
ผม "SMS น่ะเหรอ เดี๋ยวบอกละกัน แต่มีอะไรถามหน่อยได้ไหม เมื่อคืน คนนั้นนี่ ใช่คนที่ตะเองเคยพูดถึงป่ะ ที่ว่าจะออกน่ะ" (หมายถึงคนที่เขาเข้าไปกอด เพราะเธอยังไม่รู้ว่าผมรู้แล้วว่าเป็นคนเมื่อคืน)
เธอ "คะ เอ๋ ทำมัยหรอ"
ผม "พอเข้าใจจ้าว่าวันนั้นที่เล่าให้เค้าฟังว่าจะออก ทำไมตะเองถึงได้เศร้าขนาดนั้น เพราะดูสนิทกันมากเลย"
เธอ "ทำมัยคิดยั่งงั้นหล่ะคะ"
ผม "ไม่รู้เค้ามองผิดหรือเปล่านะ แต่ไอ้ตอนที่เราเดินกลับมาจากที่ไปยืนดูโปเตโต้แล้วกลับมาเจอน้องนั่นน่ะ"
ผม "มุมที่ตัวเค้าเองยืนอยู่ มันเป็นด้านหลัง คือถ้าเค้ามองผิด เค้าขอโทษตะเองด้วยนะ เพราะที่จะพูดต่อไปนี้ ถ้าเค้ามองผิด มันคงจะทำให้รู้สึกไม่ดีน่ะ"
เธอ "ลองพูดให้ฟังได้ป่ะคะ"
ผม "คือมองเหมือนตะเองไปกอดน้องเค้าน่ะ มือสองข้างโอบไปด้านหลังน้องเค้า แล้วตะเองก็เลื่อนหน้าไปใกล้ๆน้องเค้า เค้ายืนด้านหลัง แต่ก็ไม่ได้หลังแบบหลังตรงๆ ยืนเฉียงๆหน่อยนึง ก็เลยรู้สึกว่าสนิทกันจริงๆแฮะ (ถ้ามองไม่ผิดอ่ะนะ)" จริงๆอยากจะบอกไปว่า สนิทกันเกินที่ควรจะเป็นนะ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไปครับ
เธอ "อ๋อ... ม่ะมีอารัยเลยค่าาา"
ผม "เค้ามองไม่ผิดใช่ไหมล่ะ?"
เธอ "ก้อยั่งที่เล่าให้ฟังแหล่ะค่ะ ว่าสนิทกันเหมือนพี่น้องมากกว่า"
ผม "วันที่เราไปท่าพระจันทร์ ตะเองเคยบอกเค้าว่า "ตะเองมีอิสระที่จะทำอะไร" เค้าก็เห็นด้วยนะ แต่เมื่อวานเห็นแล้วมันรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะอ่ะจ้า เพราะคนที่เห็น บางคนเข้าใจก็ดี บางคนเข้าใจผิดก็มี ถึงที่นั่นจะไม่มีคนที่รู้จักตะเองไม่กี่คนก็เถอะ (ในความคิดของเค้านะ ยังไงถ้ามันไปล่วงเกินอิสระที่ตะเองเคยพูดไว้ก็ยกโทษให้เค้าด้วยนะ)"
มีครั้งนึงที่ผมไปท่าพระจันทร์กับเธอ แล้วระหว่างที่นั่งกินข้าวกัน ก็มีผู้ชายคนนึงโทรมา ผมไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่เหมือนพอปลายสายรู้ว่าเธอมากับผม ซึ่งเป็นผู้ชาย ก็มีอาการไม่พอใจ และเถียงกับเธออยู่นาน ผมเลยบอกเธอไปว่า ถ้าการที่เรามาด้วยกันแบบนี้ มันทำให้มีคนไม่พอใจ ให้บอกผม แล้วผมจะไม่ยุ่งอีก แต่เธอบอกว่า เธอเองก็มีอิสระที่เธอจะทำอะไรก็ได้
เธอ "^-^' แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวหน่ะหรอคะ" (ผมก็ไม่เข้าใจความหมายของเธอเหมือนกัน ว่าเธอต้องการจะสื่ออะไร)
ผม "ถ้าเรื่องของอิสระ ก็มีครั้งที่ไปท่าพระจันทร์นั่นแหล่ะ ที่คุยกันชัดที่สุดน่ะจ้า"
ผม "ส่วนที่เค้าคอมเม้นต์ ถ้าตะเองคิดว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ควรพูด เค้าก็จะไม่พูดจ้า"
เธอ " : ) ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง เค้าเข้าใจค่า"
ผม "ไม่เป็นไรจ้า นิสัยเค้ามันก็แบบนี้น่ะนะ หลายๆครั้งที่ยุ่งกับเรื่องของคนอื่นมากเกินไป"
ผม "หลายๆครั้ง มันเป็นการกระทำที่เกินไป จนบางครั้งเคยคิดว่าสิ่งที่ทำมานี่มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหรือเปล่า"
ผม "(อันนี้เปลี่ยนหัวข้อนะ เดี๋ยวจะงง) จากเมื่อวาน เค้าก็ได้เห็นแล้ว หลังจากนี้ตัวเค้าก็ควรจะปฏิบัติต่อตะเองให้มันเหมาะสมกว่านี้จ้า"
จบตรงนี้ เธอก็ไม่ได้ตอบอะไรมาอีก เช่นเคยครับ ผมไปคุยเรื่องที่ "ล่วงล้ำ" อีกแล้ว แต่ครั้งนี้ คงเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด สำหรับผม ก่อนนี้ผมเคยลังเลระหว่างความรู้สึกที่ว่า การที่เธอนิ่งเฉย เป็นเพราะเธอไม่ใช่คนที่ชอบเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง หรือไม่ต้องการจะบอกความจริงกับผมว่า เธอไม่เคยรู้สึกอะไรกับผมเลย มากกว่า "เพื่อน" อาจจะไม่อยากทำร้ายจิตใจผม หรือเพราะไม่อยากจะโกหก แต่ก็ยังอยากที่จะเก็บผมไว้ในฐานะของแควน (ควาย + แฟน) สำหรับใช้ในการให้ไปทำเรื่องต่างๆ ให้ เพราะผมรู้สึกว่า การที่เธอให้ผมไปผับกับเธอในวันนั้น เป็นเพียงแค่ต้องการให้ผมไปส่งเธอที่บ้าน เท่านั้นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเธอไม่มีทางที่จะไม่รู้ถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอ แต่การที่เธอทำเรื่องแบบนี้ต่อหน้าผม โดยที่เธอไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลยนี่ มันแย่มากๆ ในความรู้สึกของผม เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้ครับ และผมก็ไม่คิดที่จะไปสานต่อความรู้สึกที่เคยมีอีกแล้ว เพราะเธอได้ตอกฝาโลง ฝังผมลงไปแล้ว
ลาก่อนความรู้สึกดีๆ ที่ผมเคยมีให้เธอ
โดยเฉพาะโต๊ะผม ไม่รู้มาจากไหนกันเยอะแยะ รวมๆ คนแล้ว เป็นสิบกว่าคนเลยอ่ะ ยังดีที่คนโต๊ะผมไม่มีใครสูบบุหรี่ (แต่โต๊ะข้างๆ มี)
รู้สึกว่าปวดห้องน้ำมาก เลยเดินไปเข้าห้องน้ำครับ แต่พอเข้าไปในห้องน้ำแล้ว เห็นคนที่เป็นพนักงานของร้าน ยืนอยู่เพียบเลยอ่ะ ไม่รู้ว่าพวกนี้ต้องให้ทิปหรือให้อะไรหรือเปล่า เลยกลายเป็นว่าผมไม่กล้าเข้าไปเลยอ่ะครับ (ใครให้ความรู้ตรงนี้ได้ บอกผมหน่อยนะ)
หลังจากกลับมา ก็เห็นทุกคนกำลังเต้นกันสนุกเลยครับ เพราะเพลงที่เปิดนี่ เป็นเพลงแดนซ์ทั้งนั้น นี่ล่ะมัง ข้อดีของการไปผับ คือคนเยอะ เต้นกัน กระทบกระทั่งกันนิดๆหน่อย ก็ไม่เป็นไร (แต่ผมไม่ได้ไปกระทบกะคนอื่นนะ เพราะไม่ชอบอ่ะ)
มาถึงตรงนี้ เริ่มรู้สึกไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างของเธอ (แต่ก็พอเข้าใจนะ ว่าถ้าไม่ทำ มันก็คุยกะคนอื่นไม่รู้เรื่องอ่ะ) คือเธอไปกระซิบข้างๆหู คนที่เธอคุยด้วยครับ เอาเถอะ เธอมาเที่ยวบ่อย การทำแบบนี้มันก็เรื่องธรรมดา
ก่อนนี้ เพื่อนเธอมาถามผมว่า ผมกินเหล้าหรือเปล่า ผมก็บอกไปว่า "ไม่เคยกินเลย" เธอก็บอกผมมาเหมือนกันว่า "ไม่กิน" ได้ยินแบบนี้ ผมก็โล่งใจหน่อย เพราะได้ยินมาว่า สาวเที่ยวผับ กินเหล้ากันทุกคนแหล่ะ อย่างน้อยเธอก็ไม่กินเหล้านะเนี่ย แต่แล้ว ไอ้ความรู้สึกนั้นมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเพื่อนเธอ ส่งแก้วเหล้าที่เขากินอยู่มาให้เธอ เธอก็จิบครับ แต่จิบแล้วก็รีบกินโค้กตามไป ใจสลายไปอีกส่วนนึงครับ นี่เหรอที่บอกว่า "ไม่กิน"
พอยิ่งคนเยอะ ผมก็ยิ่งเซ็ง เพราะตอนนี้เธอสลัดคราบของคนที่ผมรู้จัก กลายเป็นสาวกลางคืนไปแล้ว ทำให้ผมอยากที่จะเดินหายไปจากตรงนี้นัก ประกอบกับคนที่โต๊ะก็เยอะเสียเหลือเกิน (ไม่รู้ไปขนมาจากไหนกันเยอะขนาดนี้) ผมเลยเดินออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างล่าง พักใหญ่ๆ ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปใกล้ๆ โต๊ะ แต่ก็ไม่ได้กลับไปที่โต๊ะ ผมยืนไกลออกมาอีกหน่อย เพราะมองไป โต๊ะมีคนล้อมรอบกันหมดแล้ว และผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นส่วนเกินพิกล ผมก็ยืนรอเวลาไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อไหร่ โปเตโต้มันจะมาสักทีนะ (เวลาตอนนั้น สี่ทุ่มกว่าๆ)
"มาทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ" เธอถามผม พร้อมกับจับที่แขนผมเพื่อให้รู้ว่าเธอพูดกับผม เธอคงบังเอิญผ่านมาเห็นผม ตอนที่เธอเดินกลับมาจากห้องน้ำ"เปล่าจ้า ที่โต๊ะคนมันเยอะ ไม่มีที่ยืน เลยมายืนตรงนี้น่ะ" ผมตอบไป เพราะโต๊ะมันเยอะจนยืนไม่ได้เลยนี่นา"ว่างน่า ยืนได้ ไปเถอะค่ะ" เธอพาผมกลับมาที่โต๊ะ รู้สึกว่าคนมันก็ยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่อ่ะ แต่เอาเถอะ ไหนๆ เธอก็มาชวนแล้ว ก็เลยยืนต่อ
พักใหญ่ๆ ต่อมา ก็ลงอีรูปเดิมอีกครับ ไอ้เพื่อนคนเดิมของเธอ ส่งแก้วเหล้ามาให้อีก เธอก็รับมาดื่มอีกอึกนึง ก่อนจะจิบโค้กตาม แล้วก็บ่นว่า "ขมจังเลยนะ" เอาเข้าไปเถอะครับ ผมเอง ชักรู้สึกเสื่อมศรัทธากับเธอมากขึ้นเรื่อยๆเป็นคำรบสอง ประกอบกับควันบุหรี่ และเวลาที่ไหลไปจนดึกขึ้นเรื่อยๆ ความง่วง ที่ผสมกันได้เข้ากันกับควันบุหรี่ ทำให้ผมต้องออกมาสูดอากาศข้างนอกอีกครั้ง คราวนี้กะว่าจะไม่กลับขึ้นไปแล้วครับ อยู่มันตรงนี้เลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องเจอกับควันบุหรี่ และเรื่องต่างๆ นานาที่ทำร้ายจิตใจ แต่ก็ไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันครับว่าเธอตามผมลงมาข้างล่าง
"เป็นยังไงบ้างอ่ะเบียร์ เบื่อหรือเปล่า" เธอถามผม
"อ๋อ ไม่หรอก รู้สึกว่ามึนๆ เลยลงมาสูดอากาศสักหน่อยน่ะ" ผมบอกเธอไปตามนั้น โดยไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น
"ค่อยยังชั่ว เค้ากลัวว่าชวนมาแล้วจะทำให้เบียร์ไม่สนุก"
"ไม่หรอก มาที่นี่ก็ได้รู้อะไรหลายอย่างดีน่ะ" ได้รู้เรื่องของเธอแบบนี้ อย่างน้อยผมก็คิดว่ามันคุ้มครับ ที่มา แม้จะต้องเศร้าใจก็เถอะ
"แล้วเดี๋ยววันนี้ถ้ามันเลิกดึกมากๆ เอาไงดีคะ" เธอถามเผื่อตอนเธอกลับ
"ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเค้าไปส่งตะเองนะ" ผมบอกเธอไปแบบนั้น ดูเธอโล่งใจ แล้วก็หันไปมองรอบๆ คนเดินผ่านไปผ่านมา ก่อนจะพูดออกมาอีกว่า
"เหล้านี่มันขมนะ" เปิดได้ตรงประเด็นมากครับ ผมเลยใส่เธอไป
"แต่จริงๆ ถ้ากินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็กินได้มากขึ้นเองแหล่ะ"
"ตะเองอยากให้เค้ากินเหรอ" เธอหันมาถามผมด้วยสายตาแปลกๆ แบบไม่เชื่อว่าจะได้ยินจากปากผม
"เปล่า ไม่อยากหรอก แต่เห็นว่าคนอื่นส่งมาให้กินก็กินน่ะ"
"ก็แค่ลองนิดหน่อยเอง" ลองนิดหน่อย ไอ้การที่คนเราติดเหล้า ติดยา มันก็มาจากการ "ลอง" ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? ผมคิดในใจ
ยังไม่ทันที่จะคุยอะไรกันต่อ ด้านในก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้น คงเป็นสัญญาณว่าโปเตโต้มาแล้ว ผมกับเธอก็เลยชวนกันกลับขึ้นไปข้างบน แต่ไม่ใช่ครับ ยังไม่มา กว่าจะมาจริงๆ ก็นั่นแหล่ะครับ เที่ยงคืนกว่าเข้าไปแล้ว ผมก็รอจนเงกเลย เฮ้อ มันแย่ตรงที่คนเยอะมาก จากโต๊ะที่ยืนกันอยู่นี่ มองอะไรไม่เห็น เธอเลยชวนผมเดินไปตรงที่ๆ สามารถมองเห็นได้ ก็ดูกัน จริงๆ ผมเป็นคนไม่สนใจดูคอนเสิร์ตพวกนี้เท่าไหร่ แต่เห็นเธอชอบ และสนุก ผมก็ดีใจแล้วครับ คิดว่าไม่เสียที ที่มากับเธอวันนี้
เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ นักร้องโปเตโต้ลงจากเวทีกันไป (ผมไม่รู้ว่าผับมันปิดกันกี่โมง แต่ตอนที่จบ มันก็เกือบๆ ตีสองแล้ว) เธอก็ชวนผมกลับไปที่โต๊ะ ที่นั่น เพื่อนของเธอยังยืนกันอยู่ ในกลุ่มนั้น มีคนๆนึงที่ผมรู้ทีหลังว่าเป็น "น้อง" คนนึงในแผนกของเธอ
พูดถึงน้องผู้ชายคนนี้ ขอเล่าย้อนไปหน่อยว่าก่อนหน้านี้ เธอเล่าให้ผมฟังว่าเขาเพิ่งจะบอกลาออกไปเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ผมจำได้ว่าวันนั้นเธอดูเศร้ามากๆ ที่น้องคนนี้ลาออก (เธอให้เหตุผลว่าน้องคนนี้คอยสอนงานเธอมาตลอด เป็นกำลังใจเวลาที่เธอท้อแท้กับงาน) ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่าเธอแอบไปร้องไห้ด้วย กับการลาออกของน้องคนนี้ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงได้เศร้าขนาดนี้ ตอนที่เธอเล่าให้ฟัง ผมปลอบใจเธอ โดยเล่าประสบการณ์ตรงของผมไปว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อนร่วมงาน พอถึงวันนึง มันก็ต้องไป ผมก็เคยผ่านช่วงเวลานี้ ตอนพี่ที่ทำงานเก่าผมออกกันเยอะๆ แต่ผมก็ออกด้วย เลยไม่ค่อยเศร้า เธอก็กระแทกผมกลับมาว่า แบบนี้เขาก็ต้องลาออกด้วยใช่ไหม? ผมก็บอกว่าไม่ได้ทำงานที่เดียวกันก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้เลิกที่จะรู้จักกันสักหน่อย เธอก็บอกว่า พอไม่ได้ทำงานด้วยกัน เวลาเจอกันมันก็ไม่เหมือนตอนทำงานด้วยกันแล้ว ผมก็ได้แต่เลยตามเลยครับ อารมณ์นี้ โดยที่ตอนนั้น ไม่รู้สึกระแคะระคายอะไรกับคำพูดเหล่านั้นของเธอเลย
เธอไปคุยกับน้องคนนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าเธอไปคุยอะไรกัน เพราะด้วยความที่รอบๆ ข้างเสียงดัง แต่สิ่งที่เธอทำ ผมแทบไม่เชื่อสายตาเลย ผมยืนอยู่ด้านหลังเธอ แต่ในมุมประมาณ 45 องศา เลยทำให้มองเห็นการกระทำของเธอได้ ซึ่งหลังจากที่ได้เห็นแล้ว คิดว่าไม่มาเห็นซะ มันคงดีกว่า
เธอใช้สองมือของเธอ โอบไปที่คอของน้องคนนั้น แล้วค่อยๆโน้มตัวลงไปกอดเขา
ผมมองได้เท่านี้ แล้วก็เดินหลบออกมา เพราะไม่อยากจะมองมากกว่านั้นอีก ภาพที่เห็น ทำให้ผมรู้สึกหมดแรง แต่ยังดีที่สามารถจะประคองตัวเองให้ออกมาทางที่นั้นได้ เดินตรงมาด้านนอก น้ำตาปริ่ม ราวกับว่าจะขับหัวใจที่แตกสลายไปแล้วของผมออกมาด้วย
เธอเดินออกมาเจอผม ผมเบือนหน้าหนี เพราะไม่อยากให้เธอเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา สิ่งที่เธอทำลงไป ไม่รู้ว่าเธอทำโดยตั้งใจหรือว่าอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ผมอยากที่จะถามเธอ ว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้น มันใช่ผมมองพลาดไปเองหรือเปล่า
เราเรียกแท็กซี่ออกมาจากอาร์ซีเอกัน ผมมองไปนอกหน้าต่าง โดยที่เธอก็นิ่งเงียบ ไม่พูดจาอะไร ผมรู้ว่าเธอง่วงมากแล้วแน่ๆ เลยหันไปบอกเธอว่า
"นอนไปเถอะ เดี๋ยวใกล้ๆถึงแล้วจะเรียกจ๊ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก อยู่เป็นเพื่อนกัน" เธอพูด ทั้งๆที่ตาเธอกำลังจะปิด
"นอนไปก่อนเถอะจ๊ะ เดี๋ยวถึงแล้วเรียก ตัวเองง่วงนอนออกขนาดนั้น" ผมย้ำเธอไปอีกครั้ง เพราะอยากให้เธอได้พัก บ้านเธอไกลจากที่ทำงานมาก ยังไงคืนนี้เธอมีเวลานอนน้อยกว่าผมแน่ๆ ไอ้ผม ถึงบ้านช้ากว่า แต่ผมสามารถตื่น 8 โมงเช้าได้สบายมาก
เมื่อได้ยินดังนั้นเธอเอนตัวลงและนอนหลับไป ผมมองนาฬิกา มันเลยเวลานอนไปนานแล้ว ไม่แปลกที่เธอจะง่วงจนหลับได้ในเวลาไม่นาน ผมมองเธออย่างพินิศ ใบหน้ายามหลับของเธอดูอ่อนหวาน น่ารักไม่ต่างกับยามตื่น ในวินาทีที่ผมมีโอกาสได้เห็นนี้ มันคงจะดีมาก หากผมมีโอกาสที่จะได้มองเห็นใบหน้าของเธอแบบนี้ตลอดไป อยากที่จะมีเวทมนตร์สาปให้เธอตื่นขึ้นมาและมองแต่ผมคนเดียว แม้มันจะเป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็อยากที่จะให้มันเป็นแบบนั้น
ผมพยายามสลัดสิ่งที่เธอทำเมื่อครู่ออกไปจากความคิด ผมเคยบอกกับตัวเองตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนๆแล้ว ว่าผมอยากจะอยู่กับเธอ เพื่อให้เธอสบายใจ ไม่อยากจะหาเรื่องไม่สบายใจมาให้เธอ เพราะตัวผมเอง เคยเผยความรู้สึกในใจให้เธอรับรู้บ้าง และพยายามที่จะถามความรู้สึกของเธอด้วย แต่เธอก็ไม่เคยที่ตอบผม เธอมักจะเลี่ยงหรือเบี่ยงกระเด็นเสมอ รวมไปถึงเวลาที่ผมชวนเธอไปไหน เธอจะทำที่ท่าว่าสนใจ แต่แล้วก็จะไม่พูดถึงมันอีก หลายครั้ง จนทำให้ผมเลิกที่จะชวน หรือถามเธอว่าเธอคิดอย่างไรกับผม
พอนึกถึงภาพเมื่อครู่ ผมรู้ตัวเลยว่าผมทำแบบนั้นไม่ได้ ยังไงซะ ภาพนั้นคงจะเป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกได้ ว่าผมควรจะตัดใจจากเธอออกมาได้แล้ว หากผมมองไม่ผิด ใช่ ยังไงผมคงจะถามเธอให้แน่ๆ และหวังว่าสิ่งที่ผมมองเห็น มันจะเป็นแค่เพียงผมมองผิด
รถพาเราทั้งสองคนมาถึงที่หมาย ผมปลุกเธอก่อนหน้านั้นพักนึง เพราะผมไม่เคยมาบ้านเธอ จึงต้องให้เธอเป็นคนนำทาง เมื่อเธอลงจากรถ เธอก็หันมาขอบคุณผม ผมก็ตอบไปอีกประโยค ก่อนจะกลับออกมา
"ขอบคุณมากนะคะ กลับบ้านดีๆล่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก มีเค้าอยู่ ก็เพื่อเวลาแบบนี้นี่"
ระหว่างทาง ผมรู้สึกตัวว่าหากผมไม่ได้บอกความรู้สึกกับสิ่งที่ได้เห็นเมื่อสักครู่ ผมคงนอนไม่หลับแน่ๆ เลยตัดสินใจหยิบมือถือมาส่ง SMS ให้เธอ
"ขอบคุณมาก วันนี้เราได้รู้อะไรหลายๆอย่าง บาดใจมาก"
กว่าผมจะได้นอนก็ตีสี่กว่าๆ เพราะระหว่างทางกลับ น้องผมยังไม่นอน เลยได้มันนี่แหล่ะ เป็นที่ปรึกษาให้ผม (ยังไงก็ขอบคุณน้องชายผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะเช้าวันถัดมา เราก็ไปทำงานสายด้วยกันทั้งคู่)
มาถึงที่ทำงาน หลังจากที่นั่งทำงานได้พักนึง เธอก็ IM มาหาผมครับ มาถามเรื่อง SMS ที่ผมส่งไปเมื่อคืน
เธอ "เบียร์คะ เมื่อคืนส่งอะไรมา"
ผม "SMS น่ะเหรอ เดี๋ยวบอกละกัน แต่มีอะไรถามหน่อยได้ไหม เมื่อคืน คนนั้นนี่ ใช่คนที่ตะเองเคยพูดถึงป่ะ ที่ว่าจะออกน่ะ" (หมายถึงคนที่เขาเข้าไปกอด เพราะเธอยังไม่รู้ว่าผมรู้แล้วว่าเป็นคนเมื่อคืน)
เธอ "คะ เอ๋ ทำมัยหรอ"
ผม "พอเข้าใจจ้าว่าวันนั้นที่เล่าให้เค้าฟังว่าจะออก ทำไมตะเองถึงได้เศร้าขนาดนั้น เพราะดูสนิทกันมากเลย"
เธอ "ทำมัยคิดยั่งงั้นหล่ะคะ"
ผม "ไม่รู้เค้ามองผิดหรือเปล่านะ แต่ไอ้ตอนที่เราเดินกลับมาจากที่ไปยืนดูโปเตโต้แล้วกลับมาเจอน้องนั่นน่ะ"
ผม "มุมที่ตัวเค้าเองยืนอยู่ มันเป็นด้านหลัง คือถ้าเค้ามองผิด เค้าขอโทษตะเองด้วยนะ เพราะที่จะพูดต่อไปนี้ ถ้าเค้ามองผิด มันคงจะทำให้รู้สึกไม่ดีน่ะ"
เธอ "ลองพูดให้ฟังได้ป่ะคะ"
ผม "คือมองเหมือนตะเองไปกอดน้องเค้าน่ะ มือสองข้างโอบไปด้านหลังน้องเค้า แล้วตะเองก็เลื่อนหน้าไปใกล้ๆน้องเค้า เค้ายืนด้านหลัง แต่ก็ไม่ได้หลังแบบหลังตรงๆ ยืนเฉียงๆหน่อยนึง ก็เลยรู้สึกว่าสนิทกันจริงๆแฮะ (ถ้ามองไม่ผิดอ่ะนะ)" จริงๆอยากจะบอกไปว่า สนิทกันเกินที่ควรจะเป็นนะ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไปครับ
เธอ "อ๋อ... ม่ะมีอารัยเลยค่าาา"
ผม "เค้ามองไม่ผิดใช่ไหมล่ะ?"
เธอ "ก้อยั่งที่เล่าให้ฟังแหล่ะค่ะ ว่าสนิทกันเหมือนพี่น้องมากกว่า"
ผม "วันที่เราไปท่าพระจันทร์ ตะเองเคยบอกเค้าว่า "ตะเองมีอิสระที่จะทำอะไร" เค้าก็เห็นด้วยนะ แต่เมื่อวานเห็นแล้วมันรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะอ่ะจ้า เพราะคนที่เห็น บางคนเข้าใจก็ดี บางคนเข้าใจผิดก็มี ถึงที่นั่นจะไม่มีคนที่รู้จักตะเองไม่กี่คนก็เถอะ (ในความคิดของเค้านะ ยังไงถ้ามันไปล่วงเกินอิสระที่ตะเองเคยพูดไว้ก็ยกโทษให้เค้าด้วยนะ)"
มีครั้งนึงที่ผมไปท่าพระจันทร์กับเธอ แล้วระหว่างที่นั่งกินข้าวกัน ก็มีผู้ชายคนนึงโทรมา ผมไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่เหมือนพอปลายสายรู้ว่าเธอมากับผม ซึ่งเป็นผู้ชาย ก็มีอาการไม่พอใจ และเถียงกับเธออยู่นาน ผมเลยบอกเธอไปว่า ถ้าการที่เรามาด้วยกันแบบนี้ มันทำให้มีคนไม่พอใจ ให้บอกผม แล้วผมจะไม่ยุ่งอีก แต่เธอบอกว่า เธอเองก็มีอิสระที่เธอจะทำอะไรก็ได้
เธอ "^-^' แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวหน่ะหรอคะ" (ผมก็ไม่เข้าใจความหมายของเธอเหมือนกัน ว่าเธอต้องการจะสื่ออะไร)
ผม "ถ้าเรื่องของอิสระ ก็มีครั้งที่ไปท่าพระจันทร์นั่นแหล่ะ ที่คุยกันชัดที่สุดน่ะจ้า"
ผม "ส่วนที่เค้าคอมเม้นต์ ถ้าตะเองคิดว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ควรพูด เค้าก็จะไม่พูดจ้า"
เธอ " : ) ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง เค้าเข้าใจค่า"
ผม "ไม่เป็นไรจ้า นิสัยเค้ามันก็แบบนี้น่ะนะ หลายๆครั้งที่ยุ่งกับเรื่องของคนอื่นมากเกินไป"
ผม "หลายๆครั้ง มันเป็นการกระทำที่เกินไป จนบางครั้งเคยคิดว่าสิ่งที่ทำมานี่มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหรือเปล่า"
ผม "(อันนี้เปลี่ยนหัวข้อนะ เดี๋ยวจะงง) จากเมื่อวาน เค้าก็ได้เห็นแล้ว หลังจากนี้ตัวเค้าก็ควรจะปฏิบัติต่อตะเองให้มันเหมาะสมกว่านี้จ้า"
จบตรงนี้ เธอก็ไม่ได้ตอบอะไรมาอีก เช่นเคยครับ ผมไปคุยเรื่องที่ "ล่วงล้ำ" อีกแล้ว แต่ครั้งนี้ คงเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด สำหรับผม ก่อนนี้ผมเคยลังเลระหว่างความรู้สึกที่ว่า การที่เธอนิ่งเฉย เป็นเพราะเธอไม่ใช่คนที่ชอบเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง หรือไม่ต้องการจะบอกความจริงกับผมว่า เธอไม่เคยรู้สึกอะไรกับผมเลย มากกว่า "เพื่อน" อาจจะไม่อยากทำร้ายจิตใจผม หรือเพราะไม่อยากจะโกหก แต่ก็ยังอยากที่จะเก็บผมไว้ในฐานะของแควน (ควาย + แฟน) สำหรับใช้ในการให้ไปทำเรื่องต่างๆ ให้ เพราะผมรู้สึกว่า การที่เธอให้ผมไปผับกับเธอในวันนั้น เป็นเพียงแค่ต้องการให้ผมไปส่งเธอที่บ้าน เท่านั้นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเธอไม่มีทางที่จะไม่รู้ถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอ แต่การที่เธอทำเรื่องแบบนี้ต่อหน้าผม โดยที่เธอไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลยนี่ มันแย่มากๆ ในความรู้สึกของผม เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้ครับ และผมก็ไม่คิดที่จะไปสานต่อความรู้สึกที่เคยมีอีกแล้ว เพราะเธอได้ตอกฝาโลง ฝังผมลงไปแล้ว
ลาก่อนความรู้สึกดีๆ ที่ผมเคยมีให้เธอ
Thursday, June 21, 2007
เรื่องของงานปีใหม่
อาทิตย์ก่อนนี้ น้องที่เป็นหัวหน้าทีมของผม ได้ถามผมมาว่า
"P'Beer, do you want to be a commitee for New Year Party?"
(น้องคนนี้แกพิมพ์ภาษาอังกฤษได้เร็วและเก่งมากๆครับ เลยไม่เคยเห็นแกพิมพ์ภาษาไทยเท่าไหร่)
ผมก็เลยถามน้องเขาไปว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่จริงๆใจผมก็อยากที่จะทำงานพวกนี้สักครั้ง อยากมีโอกาสที่จะได้รู้ว่าการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ เพื่อคนหมู่มาก เป็นอย่างไร แม้ตัวเองจะเคยเป็นประชาสัมพันธ์รุ่นเมื่อครั้งที่เรียนปริญญาตรีที่เกษตร แต่ผมเองก็ไม่เคยได้ลงมาทำงานจัดทริปรุ่นแบบเต็มๆตัว (ปล่อยคนอื่นไปหาสถานที่ ดิวกะเจ้าของโรงแรมกันเอง) แต่แปลกใจอย่างว่าทำไมงานของที่นี่ ถึงได้เตรียมตัวกันเร็วขนาดนี้ จะว่าจัดงานพร้อมกันทั้งโลกก็คงไม่ใช่ เพราะมันแค่ในฝ่าย EMIT เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม ผมก็ตอบตกลงไป เพราะว่าอยากที่จะได้มีโอกาสลองงานแบบนี้สักครั้ง คนเราเกิดมาครั้งเดียว ใช้ชีวิตก็ต้องให้คุ้มหน่อย จริงไหมครับ?
"งานปีใหม่" ผมหลับตา และรำพึงกับตัวเอง นานแค่ไหนแล้ว ตั้งแต่วันที่ผมได้เจอเธอครั้งแรก
ความคิดของผมค่อยๆ ย้อนไป ย้อนกลับไปถึงวันนั้น
"เบียร์ ไปหรือเปล่า งานปีใหม่น่ะ" เพื่อนในทีมของผมถามขึ้น
"ไปดีไม่ไปดีหว่า งานมันสนุกไหมอ่ะ" ผมถามกลับ เพราะตัวเอง เข้ามาทำงานไม่นานนัก ไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่ นอกจากคนในทีม กับเพื่อนที่เรียนปริญญาตรีมาด้วยกัน
"ก็คงสนุกอยู่หรอก มีจับรางวัลด้วยนะ" เพื่อนผมตอบ จริงๆ ไอ้จับรางวัลน่ะ ผมไม่สนอยู่แล้ว เพราะตัวเองไม่เคยมีโชคทางนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่เพื่อนผมนี่ เมื่องานที่ผ่านมา มันได้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ไปฟรีๆ จากการจับรางวัล อิจฉามันจริงๆ
"คราวนี้จะไปเอาอะไรอีกล่ะ" ผมแซว
"สรุปก็ไปละกันนะ ใกล้บ้านด้วยไม่ใช่เหรอ พวกพี่หนิงก็ไปนะ" เพื่อนผมย้ำอีกรอบ
"เออ ได้ๆ เดี๋ยวเราไปละกัน" ผมตกปากรับคำไปงั้นๆ เดี๋ยววันจริงค่อยคิดอีกทีว่าจะยังไง
ช่วงเวลาแห่งความทรงจำของผมช่วงนึง แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ เพียงแค่สองเดือน กับการทำงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่สีฟ้าแห่งนี้ (แต่ขายกิจการพีซีและโน๊ตบุ๊คให้กับบริษัทจากเมืองจีนแล้ว) แต่ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ได้โอกาสที่จะทำงานอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ คือมีอิสระในการคุมงานเอง คุยกับผู้ใช้งานโปรแกรมเอง ทดสอบโปรแกรมเอง และอะไรอีกหลายๆอย่างเอง ซึ่งที่ทำงานก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยได้มีโอกาสแบบนี้มาก่อน ได้รู้ว่าตัวเองยังชอบ และสนุกกับการเขียนโปรแกรมอยู่
มานึกๆดู บางครั้งก็ยังเสียดาย ที่ตัวเองไม่สะดวกในการเดินทาง และข้อจำกัดของสถานที่ทำงานอย่างรุนแรง ทำให้ต้องลาจากที่แห่งนั้นมาเร็ว อย่างที่ตัวผมเองไม่เคยคิดมาก่อน (ตอนนั้นเล่นลาออกมันวันสิ้นปีเลย เหอะๆ)
งานปีใหม่ ซึ่งจัดที่โรงแรมแชงกรีล่า แถวๆ บางรัก ได้เลือกเอาวันที่ 23 ธันวาคม ช่วงค่ำๆ เป็นต้นไป ตัวผมเอง ซึ่งคิดอยู่หลายตลบ ว่าจะมาดีไหม เพราะว่าตัวงานท่าทางจะใหญ่ เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มากจนคงจะไม่มีใครสนใจว่าการไปหรือไม่ไปของผมจะมีความหมาย แต่เมื่อมาคิดอีกที การที่ผมไปงานของที่นี่ บางทีอาจจะมีอะไรดีๆ ก็ได้ เพราะถ้าหากปีหน้า ผมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ก็คงไม่สามารถที่จะมางานของที่นี่ได้อีก
ความคิดเช่นนั้น พาผมออกมาจากบ้าน ขึ้นรถตรงไปยังโรงแรมแห่งนี้ ผมไปถึงในเวลาไม่นานนัก แม้ว่ารถจะติดก็ตาม
โรงแรมแชงกรีล่านี้ จัดว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดแห่งนึงในกรุงเทพฯ เพราะว่าติดแม่น้ำเจ้าพระยา เวลากลางคืน หากมีโอกาสได้ไปยืนชมวิวที่ริมน้ำแล้ว จะเห็นแสงไฟระยิบระยับของตัวเมือง ตัดกับผิวน้ำที่เงียบสงบราวกลับจะกลืนทุกอย่างลงไปได้อย่างลงตัว สิ่งนี้ถือเป็นปฏิมากรรมจากธรรมชาติ ผสานกับสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ที่ลงตัวสิ่งหนึ่ง
ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงที่ริมน้ำพักใหญ่ๆ การมองสายน้ำในเวลากลางคืนแบบนี้ ทำให้ใจผมสงบลงได้อย่างประหลาด ลืมความสับสนและรุ่มร้อน ที่จะต้องตัดสินใจว่าปีหน้า จะยังคงทำงานอยู่ที่นี่ต่อ หรือจะไปอยู่อีกที่หนึ่งดี
หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนที่ตัวเองไม่ค่อยจะได้มีโอกาสสัมผัส ผมก็กลับเข้าไปในบริเวณงาน เพื่อลิ้มลองของอร่อย ของโรงแรมแห่งนี้ ระหว่างที่มองหาของกิน ผมก็เจอเพื่อนของผมคนนึง ซึ่งเคยเรียนด้วยกันตอนปริญญาตรี เขาเข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่ตอนเรียนจบได้ไม่นาน ผมเคยเจอเขา เมื่อวันที่เข้าทำงานที่นี่วันแรก
"อ้าว เน็ต เป็นไง" ผมทัก
"อ้าว เบียร์เองเหรอ" เน็ตหันมามองผม ในมือเขาถือจานใบใหญ่ ซึ่งมีอาหารชนิดซ้ำๆกันหลายอย่าง
"เป็นไงบ้าง งานเยอะไหม" ผมถาม
"ก็เรื่อยๆแหล่ะ เบียร์ล่ะ"
"สนุกดี อยู่ที่นี่ เหมือนตัวเอง ได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งนึง" (ช่วง 10 เดือนก่อนนี้ ผมไปทำอะไรที่ไม่ค่อยเป็นตัวเองมาอ่ะครับ)
"ก็ดีแล้วนะ แล้วมาคนเดียวเหรอ"
"ก็ใช่ เราไม่มีคนที่จะชวนมาด้วยน่ะสิ แล้วเน็ตล่ะ"
"เรามีคนมาด้วยน่ะ นี่เดินมาตักอาหารไปฝากเขา เบียร์ไปกินด้วยกันไหมล่ะ" เน็ตถาม ผมเดาเอาว่าเขาคงมากะแฟนแหล่ะ เพราะเพื่อนผมคนนี้ คารมดี เป็นที่เฮฮาในหมู่เพื่อนฝูงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เลยตอบตกลงไป เพราะว่าผมเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าแฟนเขาเป็นใคร ยังใช่คนเดิมอยู่ไหม (ก่อนนี้เน็ตเคยมีแฟนมาแล้วคนนึง ในช่วงที่เรียนตรีอยู่)
เน็ตพาผมเข้ามาในตัวงาน ใกล้ๆเวที จะมีโต๊ะแนวๆ โต๊ะจีนอยู่ แต่พนักงานที่มากันแบบเป็นครอบครัว ก็ไปยึดโต๊ะไว้หมดแล้ว พวกเราๆ ที่มาทีหลัง ก็เลยต้องมาหาที่วางจานชามกันเอาตรงบริเวณที่พอจะมีที่วางได้กันเอาเอง เราเดินจนมาถึงที่ๆ มีคนรอเขาอยู่ เป็นผู้หญิงสองคน ยืนอยู่
"นี่เบียร์ เพื่อนเราเอง" เน็ตแนะนำผมให้กับผู้หญิงสองคนนั้น
"เบียร์ นี่แมว แฟนเราเอง" เน็ตผายมือไปทางผู้หญิงผมสั้นที่ยืนอยู่ติดกัน ผมโค้งเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม แทนการบอกว่า "ยินดีที่ได้รู้จัก" จากนั้น เน็ตก็แนะนำอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆแมว
"คนนี้เพื่อนเรา ที่เรียนที่จุฬาด้วยกัน ชื่ออร"
"สวัสดีครับ ผมเบียครับ" เธอสะดุดตาผมตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเป็นเพื่อนเน็ตแล้วครับ ดังนั้นการที่เน็ตแนะนำ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้มองเธออย่างเต็มตา
ใบหน้าที่ยิ้มแล้วเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ ฉายออกมาจากเธอ ในช่วงจังหวะที่เธอยิ้มให้ผม ผิวขาวที่ตัดกับชุดสีดำที่เธอใส่ รับกันได้อย่างลงตัว และเสริมให้เธอดูเด่นขึ้นอีก (จากเดิมที่เด่นในสายตาของผมอยู่แล้ว) ผมที่ยาวประบ่าดูมีน้ำหนัก บ่งบอกถึงความเอาใจใส่ต่อตัวเธอเอง
"อรค่ะ" น้ำเสียงที่ออกมา ราวกับฉาบไปด้วยน้ำผึ้งของเธอ ทำให้ผมอึ้งไปอยู่พักใหญ่ๆ
"เอ่อ ครับ"
ผมนิ่งไปอยู่พักนึง ได้แต่มองไปที่ใบหน้าของเธอ ก่อนที่จะพูดออกมาว่า
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ต่อหน้าเธอ การจะพูดแต่ละคำ ไม่ใช่ง่ายๆ เลยครับ จริงๆ ชีวิตมาเอาป่านนี้แล้ว ได้พบเจอผู้หญิงก็หลายคน แต่ครั้งนี้ ยอมรับเลยว่า เป็นครั้งที่ผมรู้สึกลำบากที่สุด ในการจะเอ่ยแต่ละคำออกไป
เธอยิ้มตอบผมแทนคำตอบที่ว่า "ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ" หวังว่าผมคงไม่ได้คิดเองเออเองคนเดียวหรอกนะ ^_^
หลังจากที่ผมส่งสายตาให้เธอ ก็หันกลับมาคุยกับเน็ตต่อ
"เน็ต เราจะบอกว่า ปีหน้า เราอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วนะ"
"อ้าว จริงเหรอ แล้วจะไปที่ไหนล่ะ"
"ก็ไปที่ xx น่ะ เราสัมภาษณ์ได้ทั้งสองที่ ทีแรกเราตั้งใจจะมาลองงานที่นี่ก่อน ว่าชอบไหม จริงๆ เราก็ชอบที่นี่นะ แต่เสียว่ามันไกลไปหน่อย กลางวันเราไม่สามารถไปทำอย่างอื่นได้เลยน่ะ"
"เราเข้าใจเบียร์ เพราะเราเอง ถ้าเราต้องไปที่นั่น มันก็เป็นอะไรที่ลำบากมากๆเหมือนกัน"
"ปีหน้าก็ไม่ได้เจอกันแล้วนะ" ผมบอกเน็ตไป แต่จริงๆ ถึงผมอยู่ ก็คงไม่ได้เจอเหมือนกันแหล่ะ เพราะทำงานคนละที่
"จริงๆ อรเขาก็รอผลสัมภาษณ์งานที่บริษัทที่เบียร์จะไปอยู่เหมือนกันนะ"
"จริงเหรอ" ผมถามงงๆ แล้วก็หันไปทางอร
"ใช่ค่ะ อรไปสัมภาษณ์มาเมื่ออาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนนี่แหล่ะ แต่ยังรอผลอยู่เลย ไม่รู้ว่าตอนเบียร์สัมภาษณ์ รอนานไหม"
"เอ ประมาณเดือนนึงนะ จำได้ว่าตอนวันที่เขาโทรมาบอกว่าได้ เป็นวันก่อนที่เราจะเริ่มทำงานที่นี่น่ะ เลยแทนที่จะได้เริ่มงานที่นี่อย่างมีความสุข กลายเป็นเริ่มแบบมีอะไรในใจไปเลย" ผมพูดแบบติดตลก แต่แน่นอนว่า ชีวิตจริงๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ มันไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ การเลือกในสิ่งที่มัน(ดูแล้วว่า)ดีทั้งคู่ ลำบากมากๆครับ
"เหรอคะ จะได้กะได้ว่าอรจะได้หรือไม่ได้" เธอพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย
"แล้วตอนนี้อรทำงานอะไรอยู่ล่ะ" ผมถามไป
"ตอนนี้ทำงานอยู่กับอาจารย์น่ะ" เน็ตตอบ แหม ขอฟังเสียงเพราะๆ ของอรหน่อยก็ไม่ได้ "-_-
"คิดว่าไม่มีปัญหาหรอกจ้า เราว่าอรน่าจะได้แหล่ะ" ผมให้กำลังใจอร โดยที่ไม่ได้รู้เลย ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร (ลองอ่านๆ ในตอนที่ออกมาก่อนนี้นะครับ)
"ภาษาเราไม่เก่งค่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก มันฝึกกันได้ ของแบบนี้ มั่นใจในตัวเองหน่อย" ผมตอบเธอไป ในใจคิดว่า ถ้าเธอได้เข้ามาทำงานที่เดียวกับผม คงจะดีไม่น้อย :)
จนกระทั่งงานแสดงบนเวทีเริ่มขึ้น ผมจึงได้ขอลาจากเน็ตออกมา เพราะดูแล้ว พวกเขาอาจจะอยากมีอะไรคุยกันก็ได้ และพอดีกับชุดที่กำลังจะเริ่มแสดง เป็นน้องในทีมของผมคนนึงแสดง เลยต้องไปดูสักหน่อย
หากจะนับไป วันนี้ ถือได้ว่าเป็น "จุดเริ่มต้น" ของผมกับเธอ จุดเริ่มต้นของ "หัวใจแห่งรัตติกาล"
เรื่องอื่นๆ ที่ดีและไม่ดี จะค่อยๆเสริมลงมาครับ ^_^
"P'Beer, do you want to be a commitee for New Year Party?"
(น้องคนนี้แกพิมพ์ภาษาอังกฤษได้เร็วและเก่งมากๆครับ เลยไม่เคยเห็นแกพิมพ์ภาษาไทยเท่าไหร่)
ผมก็เลยถามน้องเขาไปว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่จริงๆใจผมก็อยากที่จะทำงานพวกนี้สักครั้ง อยากมีโอกาสที่จะได้รู้ว่าการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ เพื่อคนหมู่มาก เป็นอย่างไร แม้ตัวเองจะเคยเป็นประชาสัมพันธ์รุ่นเมื่อครั้งที่เรียนปริญญาตรีที่เกษตร แต่ผมเองก็ไม่เคยได้ลงมาทำงานจัดทริปรุ่นแบบเต็มๆตัว (ปล่อยคนอื่นไปหาสถานที่ ดิวกะเจ้าของโรงแรมกันเอง) แต่แปลกใจอย่างว่าทำไมงานของที่นี่ ถึงได้เตรียมตัวกันเร็วขนาดนี้ จะว่าจัดงานพร้อมกันทั้งโลกก็คงไม่ใช่ เพราะมันแค่ในฝ่าย EMIT เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม ผมก็ตอบตกลงไป เพราะว่าอยากที่จะได้มีโอกาสลองงานแบบนี้สักครั้ง คนเราเกิดมาครั้งเดียว ใช้ชีวิตก็ต้องให้คุ้มหน่อย จริงไหมครับ?
"งานปีใหม่" ผมหลับตา และรำพึงกับตัวเอง นานแค่ไหนแล้ว ตั้งแต่วันที่ผมได้เจอเธอครั้งแรก
ความคิดของผมค่อยๆ ย้อนไป ย้อนกลับไปถึงวันนั้น
"เบียร์ ไปหรือเปล่า งานปีใหม่น่ะ" เพื่อนในทีมของผมถามขึ้น
"ไปดีไม่ไปดีหว่า งานมันสนุกไหมอ่ะ" ผมถามกลับ เพราะตัวเอง เข้ามาทำงานไม่นานนัก ไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่ นอกจากคนในทีม กับเพื่อนที่เรียนปริญญาตรีมาด้วยกัน
"ก็คงสนุกอยู่หรอก มีจับรางวัลด้วยนะ" เพื่อนผมตอบ จริงๆ ไอ้จับรางวัลน่ะ ผมไม่สนอยู่แล้ว เพราะตัวเองไม่เคยมีโชคทางนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่เพื่อนผมนี่ เมื่องานที่ผ่านมา มันได้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ไปฟรีๆ จากการจับรางวัล อิจฉามันจริงๆ
"คราวนี้จะไปเอาอะไรอีกล่ะ" ผมแซว
"สรุปก็ไปละกันนะ ใกล้บ้านด้วยไม่ใช่เหรอ พวกพี่หนิงก็ไปนะ" เพื่อนผมย้ำอีกรอบ
"เออ ได้ๆ เดี๋ยวเราไปละกัน" ผมตกปากรับคำไปงั้นๆ เดี๋ยววันจริงค่อยคิดอีกทีว่าจะยังไง
ช่วงเวลาแห่งความทรงจำของผมช่วงนึง แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ เพียงแค่สองเดือน กับการทำงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่สีฟ้าแห่งนี้ (แต่ขายกิจการพีซีและโน๊ตบุ๊คให้กับบริษัทจากเมืองจีนแล้ว) แต่ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ได้โอกาสที่จะทำงานอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ คือมีอิสระในการคุมงานเอง คุยกับผู้ใช้งานโปรแกรมเอง ทดสอบโปรแกรมเอง และอะไรอีกหลายๆอย่างเอง ซึ่งที่ทำงานก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยได้มีโอกาสแบบนี้มาก่อน ได้รู้ว่าตัวเองยังชอบ และสนุกกับการเขียนโปรแกรมอยู่
มานึกๆดู บางครั้งก็ยังเสียดาย ที่ตัวเองไม่สะดวกในการเดินทาง และข้อจำกัดของสถานที่ทำงานอย่างรุนแรง ทำให้ต้องลาจากที่แห่งนั้นมาเร็ว อย่างที่ตัวผมเองไม่เคยคิดมาก่อน (ตอนนั้นเล่นลาออกมันวันสิ้นปีเลย เหอะๆ)
งานปีใหม่ ซึ่งจัดที่โรงแรมแชงกรีล่า แถวๆ บางรัก ได้เลือกเอาวันที่ 23 ธันวาคม ช่วงค่ำๆ เป็นต้นไป ตัวผมเอง ซึ่งคิดอยู่หลายตลบ ว่าจะมาดีไหม เพราะว่าตัวงานท่าทางจะใหญ่ เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มากจนคงจะไม่มีใครสนใจว่าการไปหรือไม่ไปของผมจะมีความหมาย แต่เมื่อมาคิดอีกที การที่ผมไปงานของที่นี่ บางทีอาจจะมีอะไรดีๆ ก็ได้ เพราะถ้าหากปีหน้า ผมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ก็คงไม่สามารถที่จะมางานของที่นี่ได้อีก
ความคิดเช่นนั้น พาผมออกมาจากบ้าน ขึ้นรถตรงไปยังโรงแรมแห่งนี้ ผมไปถึงในเวลาไม่นานนัก แม้ว่ารถจะติดก็ตาม
โรงแรมแชงกรีล่านี้ จัดว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดแห่งนึงในกรุงเทพฯ เพราะว่าติดแม่น้ำเจ้าพระยา เวลากลางคืน หากมีโอกาสได้ไปยืนชมวิวที่ริมน้ำแล้ว จะเห็นแสงไฟระยิบระยับของตัวเมือง ตัดกับผิวน้ำที่เงียบสงบราวกลับจะกลืนทุกอย่างลงไปได้อย่างลงตัว สิ่งนี้ถือเป็นปฏิมากรรมจากธรรมชาติ ผสานกับสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ที่ลงตัวสิ่งหนึ่ง
ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงที่ริมน้ำพักใหญ่ๆ การมองสายน้ำในเวลากลางคืนแบบนี้ ทำให้ใจผมสงบลงได้อย่างประหลาด ลืมความสับสนและรุ่มร้อน ที่จะต้องตัดสินใจว่าปีหน้า จะยังคงทำงานอยู่ที่นี่ต่อ หรือจะไปอยู่อีกที่หนึ่งดี
หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนที่ตัวเองไม่ค่อยจะได้มีโอกาสสัมผัส ผมก็กลับเข้าไปในบริเวณงาน เพื่อลิ้มลองของอร่อย ของโรงแรมแห่งนี้ ระหว่างที่มองหาของกิน ผมก็เจอเพื่อนของผมคนนึง ซึ่งเคยเรียนด้วยกันตอนปริญญาตรี เขาเข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่ตอนเรียนจบได้ไม่นาน ผมเคยเจอเขา เมื่อวันที่เข้าทำงานที่นี่วันแรก
"อ้าว เน็ต เป็นไง" ผมทัก
"อ้าว เบียร์เองเหรอ" เน็ตหันมามองผม ในมือเขาถือจานใบใหญ่ ซึ่งมีอาหารชนิดซ้ำๆกันหลายอย่าง
"เป็นไงบ้าง งานเยอะไหม" ผมถาม
"ก็เรื่อยๆแหล่ะ เบียร์ล่ะ"
"สนุกดี อยู่ที่นี่ เหมือนตัวเอง ได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งนึง" (ช่วง 10 เดือนก่อนนี้ ผมไปทำอะไรที่ไม่ค่อยเป็นตัวเองมาอ่ะครับ)
"ก็ดีแล้วนะ แล้วมาคนเดียวเหรอ"
"ก็ใช่ เราไม่มีคนที่จะชวนมาด้วยน่ะสิ แล้วเน็ตล่ะ"
"เรามีคนมาด้วยน่ะ นี่เดินมาตักอาหารไปฝากเขา เบียร์ไปกินด้วยกันไหมล่ะ" เน็ตถาม ผมเดาเอาว่าเขาคงมากะแฟนแหล่ะ เพราะเพื่อนผมคนนี้ คารมดี เป็นที่เฮฮาในหมู่เพื่อนฝูงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เลยตอบตกลงไป เพราะว่าผมเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าแฟนเขาเป็นใคร ยังใช่คนเดิมอยู่ไหม (ก่อนนี้เน็ตเคยมีแฟนมาแล้วคนนึง ในช่วงที่เรียนตรีอยู่)
เน็ตพาผมเข้ามาในตัวงาน ใกล้ๆเวที จะมีโต๊ะแนวๆ โต๊ะจีนอยู่ แต่พนักงานที่มากันแบบเป็นครอบครัว ก็ไปยึดโต๊ะไว้หมดแล้ว พวกเราๆ ที่มาทีหลัง ก็เลยต้องมาหาที่วางจานชามกันเอาตรงบริเวณที่พอจะมีที่วางได้กันเอาเอง เราเดินจนมาถึงที่ๆ มีคนรอเขาอยู่ เป็นผู้หญิงสองคน ยืนอยู่
"นี่เบียร์ เพื่อนเราเอง" เน็ตแนะนำผมให้กับผู้หญิงสองคนนั้น
"เบียร์ นี่แมว แฟนเราเอง" เน็ตผายมือไปทางผู้หญิงผมสั้นที่ยืนอยู่ติดกัน ผมโค้งเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม แทนการบอกว่า "ยินดีที่ได้รู้จัก" จากนั้น เน็ตก็แนะนำอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆแมว
"คนนี้เพื่อนเรา ที่เรียนที่จุฬาด้วยกัน ชื่ออร"
"สวัสดีครับ ผมเบียครับ" เธอสะดุดตาผมตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเป็นเพื่อนเน็ตแล้วครับ ดังนั้นการที่เน็ตแนะนำ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้มองเธออย่างเต็มตา
ใบหน้าที่ยิ้มแล้วเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ ฉายออกมาจากเธอ ในช่วงจังหวะที่เธอยิ้มให้ผม ผิวขาวที่ตัดกับชุดสีดำที่เธอใส่ รับกันได้อย่างลงตัว และเสริมให้เธอดูเด่นขึ้นอีก (จากเดิมที่เด่นในสายตาของผมอยู่แล้ว) ผมที่ยาวประบ่าดูมีน้ำหนัก บ่งบอกถึงความเอาใจใส่ต่อตัวเธอเอง
"อรค่ะ" น้ำเสียงที่ออกมา ราวกับฉาบไปด้วยน้ำผึ้งของเธอ ทำให้ผมอึ้งไปอยู่พักใหญ่ๆ
"เอ่อ ครับ"
ผมนิ่งไปอยู่พักนึง ได้แต่มองไปที่ใบหน้าของเธอ ก่อนที่จะพูดออกมาว่า
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ต่อหน้าเธอ การจะพูดแต่ละคำ ไม่ใช่ง่ายๆ เลยครับ จริงๆ ชีวิตมาเอาป่านนี้แล้ว ได้พบเจอผู้หญิงก็หลายคน แต่ครั้งนี้ ยอมรับเลยว่า เป็นครั้งที่ผมรู้สึกลำบากที่สุด ในการจะเอ่ยแต่ละคำออกไป
เธอยิ้มตอบผมแทนคำตอบที่ว่า "ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ" หวังว่าผมคงไม่ได้คิดเองเออเองคนเดียวหรอกนะ ^_^
หลังจากที่ผมส่งสายตาให้เธอ ก็หันกลับมาคุยกับเน็ตต่อ
"เน็ต เราจะบอกว่า ปีหน้า เราอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วนะ"
"อ้าว จริงเหรอ แล้วจะไปที่ไหนล่ะ"
"ก็ไปที่ xx น่ะ เราสัมภาษณ์ได้ทั้งสองที่ ทีแรกเราตั้งใจจะมาลองงานที่นี่ก่อน ว่าชอบไหม จริงๆ เราก็ชอบที่นี่นะ แต่เสียว่ามันไกลไปหน่อย กลางวันเราไม่สามารถไปทำอย่างอื่นได้เลยน่ะ"
"เราเข้าใจเบียร์ เพราะเราเอง ถ้าเราต้องไปที่นั่น มันก็เป็นอะไรที่ลำบากมากๆเหมือนกัน"
"ปีหน้าก็ไม่ได้เจอกันแล้วนะ" ผมบอกเน็ตไป แต่จริงๆ ถึงผมอยู่ ก็คงไม่ได้เจอเหมือนกันแหล่ะ เพราะทำงานคนละที่
"จริงๆ อรเขาก็รอผลสัมภาษณ์งานที่บริษัทที่เบียร์จะไปอยู่เหมือนกันนะ"
"จริงเหรอ" ผมถามงงๆ แล้วก็หันไปทางอร
"ใช่ค่ะ อรไปสัมภาษณ์มาเมื่ออาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนนี่แหล่ะ แต่ยังรอผลอยู่เลย ไม่รู้ว่าตอนเบียร์สัมภาษณ์ รอนานไหม"
"เอ ประมาณเดือนนึงนะ จำได้ว่าตอนวันที่เขาโทรมาบอกว่าได้ เป็นวันก่อนที่เราจะเริ่มทำงานที่นี่น่ะ เลยแทนที่จะได้เริ่มงานที่นี่อย่างมีความสุข กลายเป็นเริ่มแบบมีอะไรในใจไปเลย" ผมพูดแบบติดตลก แต่แน่นอนว่า ชีวิตจริงๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ มันไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ การเลือกในสิ่งที่มัน(ดูแล้วว่า)ดีทั้งคู่ ลำบากมากๆครับ
"เหรอคะ จะได้กะได้ว่าอรจะได้หรือไม่ได้" เธอพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย
"แล้วตอนนี้อรทำงานอะไรอยู่ล่ะ" ผมถามไป
"ตอนนี้ทำงานอยู่กับอาจารย์น่ะ" เน็ตตอบ แหม ขอฟังเสียงเพราะๆ ของอรหน่อยก็ไม่ได้ "-_-
"คิดว่าไม่มีปัญหาหรอกจ้า เราว่าอรน่าจะได้แหล่ะ" ผมให้กำลังใจอร โดยที่ไม่ได้รู้เลย ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร (ลองอ่านๆ ในตอนที่ออกมาก่อนนี้นะครับ)
"ภาษาเราไม่เก่งค่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอก มันฝึกกันได้ ของแบบนี้ มั่นใจในตัวเองหน่อย" ผมตอบเธอไป ในใจคิดว่า ถ้าเธอได้เข้ามาทำงานที่เดียวกับผม คงจะดีไม่น้อย :)
จนกระทั่งงานแสดงบนเวทีเริ่มขึ้น ผมจึงได้ขอลาจากเน็ตออกมา เพราะดูแล้ว พวกเขาอาจจะอยากมีอะไรคุยกันก็ได้ และพอดีกับชุดที่กำลังจะเริ่มแสดง เป็นน้องในทีมของผมคนนึงแสดง เลยต้องไปดูสักหน่อย
หากจะนับไป วันนี้ ถือได้ว่าเป็น "จุดเริ่มต้น" ของผมกับเธอ จุดเริ่มต้นของ "หัวใจแห่งรัตติกาล"
เรื่องอื่นๆ ที่ดีและไม่ดี จะค่อยๆเสริมลงมาครับ ^_^
สถานที่อโคจร
หลังจากห่างหาย blog ไปนานเนื่องจากภารกิจที่รัดตัวมากๆ ครับ วันนี้เลยตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องมาเขียนให้ได้สักเรื่อง ซึ่งรู้สึกว่าตอนนี้เหมาะที่สุดที่จะเขียน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้คุยกับ "เธอ" (คนที่คุณก็รู้ว่าใคร) เรื่องคอนเสิร์ตของนักร้องกลุ่ม "โปเตโต้" ว่าจะมาเล่นที่ "สลิม" (ผับชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านอาร์ซีเอ) ในวันอังคารที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา เธอเปรยว่าอยากดูมากๆ เพราะเธอเป็นแฟนประจำของวงนี้ (แนวๆว่าเครซี่เลยก็ว่าได้) แต่เนื่องด้วยมันเป็นวันธรรมดา ซึ่งวันรุ่งขึ้นยังคงต้องทำงานกันอยู่ ไม่ได้เป็นวันศุกร์หรือเสาร์ เธอจึงกลัวว่าเพื่อนๆ เธอจะไม่ไปกัน
ตามฟอร์มของคนที่ "ไม่เข็ด" อย่างผม เมื่อมีแพทเทิร์นของประโยคแนวๆ นี้จากปากเธอ ผมก็รี่เอาตัวกระโดดลงกับดักที่เธอวางเอาไว้ (แบบรู้อยู่ว่าดัก แต่ก็ยังคงเต็มใจให้เขาดัก)
"เราไปด้วยได้นะ ถ้าตัวเองไม่มีคนไปด้วยน่ะ" (โดยที่ตัวผมเอง ไม่รู้หรอกครับว่าสถานที่ๆว่าน่ะ มันเป็นยังไง เพราะเกิดมาไม่เคยไปเลยสักครั้ง แม้ว่าเมื่อ 2-3 ปีก่อนจะทำงานอยู่แถวๆนั้นก็เถอะ) ซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธ
ผมไม่มีโอกาสได้คุยกับเธออีก เพราะถ้าผมไม่ได้โทรหาเธอ เราก็จะไม่มีโอกาสไดุ้คุยกัน (ปกติ ถ้าเธอเป็นฝ่ายโทรมาก่อน เธอจะโทรมาเพราะมีเรื่องอะไรบางอย่าง ไม่เหมือนผม เวลาโทรหาเธอ ไม่มีเรื่องอะไรหรอก เป็นการโทรเพื่อไปเอาเรื่องหนักอกมาจากเธอมากกว่า) จนกระทั่งวันจันทร์ที่ผ่านมา (18 มิ.ย.) วันนั้นเธอไปเทรนนอกสถานที่และไม่ได้กลับเข้ามาทำงาน เธอกดมาหาผมตอน 5 โมงกว่าๆ
บอกตรงๆ ว่าดีใจมากๆ ที่เธอโทรมาครับ (อารมณ์นั้นนี่แบบว่า โห เขาคิดถึงเราเหรอเนี่ย ดีใจจัง) ผมก็เลยโทรกลับ ได้ความว่าเธอกำลังกลับบ้าน อีกพักใหญ่ๆ คงจะถึง เราก็คุยกันในเรื่องสัพเพเหระหลายๆเรื่อง เวลาผ่านไปรวดเร็ว จนกระทั่งเธอเริ่มเรื่อง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องหลัก ที่ทำให้เธอโทรมาหาผม
"เบียร์ เค้าอยากไปดูโปเตโต้พรุ่งนี้อ่ะค่ะ"
"ที่คุยกันไว้ตั้งแต่ก่อนนั้นน่ะเหรอ"
"ใช่ค่ะ"
"สรุปแล้วเพื่อนๆ ตะเองไปกันหรือเปล่าล่ะ" ผมถามไป เพราะว่าถ้าเธอมีเพื่อนไปแล้ว ผมจะไม่ไป ตัวผมเอง เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เวลาที่ไปในที่ๆมีกลุ่มคนที่ผมไม่รู้จักอยู่ด้วย ผมมักจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินเสมอ และไม่อยากให้เธอต้องมาพะวงเรื่องเทคแคร์ผม ระหว่างที่อยู่ในนั้นด้วย
"ยังไม่มีใครคอนเฟิร์มเลยค่ะ เพราะว่ามันเป็นวันทำงานน่ะ"
"ก็ดูแล้วกันจ๊ะ ถ้าเกิดว่าไม่มีใครไป เดี๋ยวเค้าไปด้วย"
หลังจากนั้นเราก็คุยกันในเรื่องอื่นๆ จนกระทั่งเธอถึงบ้าน ผมก็มานั่งคิดว่าจะทำยังไงดีหว่า ตัวผมเองไม่เคยไปสถานที่พวกนี้เลย ในความคิดของผม "ผับ" เป็นสถานที่ๆ มันอึกทึก เต็มไปด้วยควันบุหรี่ และเหล้า ตัวผมเอง ไม่กินเหล้า และไม่สูบบุหรี่ แถมไม่ค่อยชอบที่ๆเสียงดังๆ อีกต่างหาก เลยไม่เคยมีความคิดเลยว่าอยากจะไปสถานที่เหล่านี้ แต่เอาเถอะ เธออยากไปจนถึงขนาดมาออกปากชวนผมแบบนี้ ไม่ไปกับเธอก็ยังไงอยู่ ถือว่าเป็นโอกาสที่จะได้ไปเรียนรู้ว่า "ผับ" มันเป็นยังไง
และแล้ว เวลาก็เดินมาถึงวันอังคารช่วงเย็น เธอกดมาหาผมช่วงหลัง 5 โมงเย็น ผมโทรกลับไปหาเธอ
"เป็นไงบ้างจ๊ะ"
"ตอนนี้อยู่ที่อโศกแล้วค่ะ เพิ่งเลิกมานี่ล่ะ"
"แล้วสรุปเพื่อนๆ ตะเองมากันหรือเปล่าล่ะจ๊ะ"
"ยังไม่ตอบกันเลยค่ะ เพราะดูเหมือนว่าทุกคนจะงานยุ่ง"
"อือม์ แล้วแบบนี้ จะให้เค้าไปด้วยไหม?"
"อยากให้มาด้วยกันค่ะ" เธอตอบมา ประโยคนี้ ผมเคยได้ยินแล้ว จากปากเธอ เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนที่เธอชวนผมโดดงานเพราะจะไปทำอะไรบางอย่าง (แต่ผมไม่ได้โดดนะ แก้ตัวเอาว่าวันนั้นมีประชุม)
"ได้จ๊ะ งั้นเดี๋ยวเก็บงานอีกหน่อยแล้วจะรีบตามไป เจอกันที่รถใต้ดินตรงอโศกละกัน"
ผมเก็บงาน แล้วก็ตามเธอออกมา เรานั่งรถไฟใต้ดินมาออกที่สถานีเพชรบุรี ก่อนจะต่อรถแท็กซี่เข้าไปยังอาร์ซีเอ (สถานที่นี้ ผมมีความหลังเยอะครับ เพราะเคยทำงานอยู่แถวๆนี้ แต่ไม่เคยมาเที่ยวนะครับ) เรามาถึงกันตอน 6 โมงกว่าๆ ตัวผมเองไม่ได้กินข้าวมา เลยไปหาร้านข้าวนั่งกินกัน ผมเืลือก "จักรแพง" เป็นมื้อเย็น เนื่องจากผมไม่ได้มีโอกาสกินมาเป็นระยะเวลานาน แม้ว่ามันจะมีสาขาอยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานผมก็ตาม
ระหว่างนั่งกิน เพื่อนเธอโทรเข้ามา ผมเดาว่าเป็นคนที่เธอชวนๆไว้ ผมไม่ได้อยากจะฟังบทสนทนาของเธอเท่าไหร่ เลยได้ยินเธอคุยกันกับปลายสายที่โทรมา ลักษณะเหมือนเธอกำลังโน้มน้าวให้คนที่เธอคุยด้วย ตามมาเที่ยวด้วยกันคืนนี้
"มาเหอะ ไม่มานี่เหงานะ" ฟังแล้วบาดใจมากๆ ครับคำนี้ ประโยคสนสทนาก่อนหน้านี้ เธอได้บอกกับคนที่คุยด้วยแล้ว ว่าตอนนี้มีแค่ผมกับเธอที่ไปแน่ๆ แล้วเธอยิงประโยคนี้ออกมา หมายความว่าการที่ผมมากับเธอด้วยนี่ ผมไม่ได้มีค่าอะไรเลยเหรอ? มันไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรให้เธอเลยงั้นเหรอ? (แต่ในตอนท้าย การที่ผมมากับเธอ ผมมีประโยชน์สำหรับเธอนะครับ เพราะบทบาทของผมในการที่เธอให้ผมมาที่นี่ด้วย มันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว) ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะคิดมาก กับคำพูดเหล่านี้ ถ้าเป็นผม ผมคงจะใช้คำว่า "มาเถอะ มาหลายคนจะได้สนุกๆ" มากกว่า แต่เอาเถอะ ระหว่างที่คุย เธอคงอยู่ในโลกส่วนตัวของเธอมากกว่า
หลังจากเธอวางสาย เธอก็เล่าว่า ตอนนี้กลุ่มที่เธอชวนไว้กำลังจะมากัน โดยที่ในกลุ่มนั้นอาจจะไม่มีผู้หญิงมาด้วย แล้วเธอจะเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มที่มา
"ดีที่เบียร์มาด้วยนะคะเนี่ย" เธอบอกออกมา เล่นเอาผมงงไปเลยครับ
"เราเป็นผู้ชายนะ" ผมบอกเธอ เพราะไม่เข้าใจใรสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อออกมา
"เค้าน่ะ ไว้ใจเบียร์มากกว่าพวกที่กำลังจะมานะ" เอาเข้าไปครับ ยิงประโยคนี้ออกมา ผมก็อึ้งไปแหล่ะ (อึ้งแบบดีใจๆ) แล้วก็ไม่เข้าใจความหมายที่เธอต้องการจะสื่อออกมาด้วย แต่ชั่วโมงนั้น ได้แต่เออออห่อหมกไป
เราเช็คบิลที่ร้านจักรแพง และออกมาเดินดูว่าพอจะทำอะไรเพื่อฆ่าเวลาได้บ้าง ก็เหลือบไปเจอร้านคาราโอเกะ เลยเข้าไปร้องเพลงกัน (มันติดไว้หน้า้ร้านว่าชั่วโมงละ 99 ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ต้องบังคับสั่งผ้าเย็นคนละผืน ซึ่งพอคิดเงินออกมาแล้ว ร้องกันชั่วโมงเดียว ไม่ได้สั่งอะไรเลย แต่ราคาออกมาที่ 341 บาท แหม ทำไปได้) เธอก็กดๆ เอาเพลงของโปเตโต้มาร้องให้ผมฟัง เป็นการปูพื้นให้ชิน ก่อนที่จะไปดูการแสดงจริงๆ
หลังจากร้องเพลงเสร็จตอนสองทุ่มครึ่งกว่าๆ เพื่อนๆเธอ ยังมากันไม่ถึง เราเลยไปนั่งรอกันที่ท้อปส์ นั่งคุยกันในหลายๆ เรื่อง เธอบอกว่าเธอเป็นคนที่ชอบแสดงนิสัยออกมาแบบตรงๆ และไม่ค่อยแคร์ หากคนที่พบเจอจะรับกับนิสัยตรงนั้นของเธอได้หรือไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้ ไม่ต้องการจะคบกันก็ไม่เป็นไร จากนั้นเธอจึงหลุดประโยคนึงออกมา
"เลยได้อยู่คนเดียวมาจนทุกวันนี้แหล่ะ" แสดงว่าตอนนี้เธอก็โสดสิครับ !!! ได้ยินแบบนี้ก็โล่งหน่อย ผมยังมีหวัง (มั้ง) แต่หลังจากจบเรื่องนี้ ผมคงเลิกหวังได้ 100% ครับ
ในที่สุดก็ได้เวลาสักที ที่จะไปยัง "สลิม" ผับที่ผมผ่านด้านหน้ามาเป็นเวลานานสองนาน แต่ไม่เคยได้เข้าไปสักครั้ง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมจริงๆ ที่มีโอกาสได้มาสถานที่ๆเรียกว่า "ผับ" เธอเดินนำผมไปก่อน การจะเข้าไปในผับ จะต้องผ่านการตรวจบัตรประชาชนก่อน ตอนเธอเดินเข้าไป คนเฝ้าเขาขอตรวจบัตรนะ แต่พอผมเดินเ้ข้าไป เขาไม่ดูอ่ะ หน้าตูนี่มันแก่งั้นเลยเหรอ(วะ)
ก่อนที่ผมจะมา ผมได้หาข้อมูลเกี่ยวกับที่นี่มาบ้างแล้ว จากเพื่อนในเว็บๆนึง สำหรับใครที่ไม่เคยไป ก็ขอมาเสริมความรู้ให้นะครับ (ก็อปมาจากคำตอบของคุณ Testudo! ครับ ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย)
ั
ข้างใน Slim มันจะมี 3 zoneนะ
Slim Live (คิดถูกแล้วที่ไป zone นี้) โทรจองได้ที่เบอร์ 081-645-1166
Slim Hiphop (ขนาดผมวัยรุ่นๆ เข้า zone นี้ไปยังปวดหัวเลย) Tel: 081-645-1177
Slim Flix (เพลง dance แบบปวดหัว) Tel: 081-645-1177
อย่างที่ผมคิดครับ ข้างในนี่ มีแต่ควันบุหรี่ คนสูบกันแบบว่าเยอะมากๆ กินเหล้ากันให้เพียบอีกต่างหาก "-_-
เวลาเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลุ่มเพื่อนของเธอ เริ่มมากันเรื่อยๆ
เรื่องของสถานที่ "อโคจร" (สำหรับผม) ก็จบลงตรงนี้ครับ แต่เรื่องนี้มีตอนต่อ (แต่ไม่แน่ใจว่าจะต่อในตอนเดียวจบไหม) คือ "ความสนิทสนมของพี่น้องต่างสายเลือด"
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้คุยกับ "เธอ" (คนที่คุณก็รู้ว่าใคร) เรื่องคอนเสิร์ตของนักร้องกลุ่ม "โปเตโต้" ว่าจะมาเล่นที่ "สลิม" (ผับชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านอาร์ซีเอ) ในวันอังคารที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา เธอเปรยว่าอยากดูมากๆ เพราะเธอเป็นแฟนประจำของวงนี้ (แนวๆว่าเครซี่เลยก็ว่าได้) แต่เนื่องด้วยมันเป็นวันธรรมดา ซึ่งวันรุ่งขึ้นยังคงต้องทำงานกันอยู่ ไม่ได้เป็นวันศุกร์หรือเสาร์ เธอจึงกลัวว่าเพื่อนๆ เธอจะไม่ไปกัน
ตามฟอร์มของคนที่ "ไม่เข็ด" อย่างผม เมื่อมีแพทเทิร์นของประโยคแนวๆ นี้จากปากเธอ ผมก็รี่เอาตัวกระโดดลงกับดักที่เธอวางเอาไว้ (แบบรู้อยู่ว่าดัก แต่ก็ยังคงเต็มใจให้เขาดัก)
"เราไปด้วยได้นะ ถ้าตัวเองไม่มีคนไปด้วยน่ะ" (โดยที่ตัวผมเอง ไม่รู้หรอกครับว่าสถานที่ๆว่าน่ะ มันเป็นยังไง เพราะเกิดมาไม่เคยไปเลยสักครั้ง แม้ว่าเมื่อ 2-3 ปีก่อนจะทำงานอยู่แถวๆนั้นก็เถอะ) ซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธ
ผมไม่มีโอกาสได้คุยกับเธออีก เพราะถ้าผมไม่ได้โทรหาเธอ เราก็จะไม่มีโอกาสไดุ้คุยกัน (ปกติ ถ้าเธอเป็นฝ่ายโทรมาก่อน เธอจะโทรมาเพราะมีเรื่องอะไรบางอย่าง ไม่เหมือนผม เวลาโทรหาเธอ ไม่มีเรื่องอะไรหรอก เป็นการโทรเพื่อไปเอาเรื่องหนักอกมาจากเธอมากกว่า) จนกระทั่งวันจันทร์ที่ผ่านมา (18 มิ.ย.) วันนั้นเธอไปเทรนนอกสถานที่และไม่ได้กลับเข้ามาทำงาน เธอกดมาหาผมตอน 5 โมงกว่าๆ
บอกตรงๆ ว่าดีใจมากๆ ที่เธอโทรมาครับ (อารมณ์นั้นนี่แบบว่า โห เขาคิดถึงเราเหรอเนี่ย ดีใจจัง) ผมก็เลยโทรกลับ ได้ความว่าเธอกำลังกลับบ้าน อีกพักใหญ่ๆ คงจะถึง เราก็คุยกันในเรื่องสัพเพเหระหลายๆเรื่อง เวลาผ่านไปรวดเร็ว จนกระทั่งเธอเริ่มเรื่อง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องหลัก ที่ทำให้เธอโทรมาหาผม
"เบียร์ เค้าอยากไปดูโปเตโต้พรุ่งนี้อ่ะค่ะ"
"ที่คุยกันไว้ตั้งแต่ก่อนนั้นน่ะเหรอ"
"ใช่ค่ะ"
"สรุปแล้วเพื่อนๆ ตะเองไปกันหรือเปล่าล่ะ" ผมถามไป เพราะว่าถ้าเธอมีเพื่อนไปแล้ว ผมจะไม่ไป ตัวผมเอง เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เวลาที่ไปในที่ๆมีกลุ่มคนที่ผมไม่รู้จักอยู่ด้วย ผมมักจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินเสมอ และไม่อยากให้เธอต้องมาพะวงเรื่องเทคแคร์ผม ระหว่างที่อยู่ในนั้นด้วย
"ยังไม่มีใครคอนเฟิร์มเลยค่ะ เพราะว่ามันเป็นวันทำงานน่ะ"
"ก็ดูแล้วกันจ๊ะ ถ้าเกิดว่าไม่มีใครไป เดี๋ยวเค้าไปด้วย"
หลังจากนั้นเราก็คุยกันในเรื่องอื่นๆ จนกระทั่งเธอถึงบ้าน ผมก็มานั่งคิดว่าจะทำยังไงดีหว่า ตัวผมเองไม่เคยไปสถานที่พวกนี้เลย ในความคิดของผม "ผับ" เป็นสถานที่ๆ มันอึกทึก เต็มไปด้วยควันบุหรี่ และเหล้า ตัวผมเอง ไม่กินเหล้า และไม่สูบบุหรี่ แถมไม่ค่อยชอบที่ๆเสียงดังๆ อีกต่างหาก เลยไม่เคยมีความคิดเลยว่าอยากจะไปสถานที่เหล่านี้ แต่เอาเถอะ เธออยากไปจนถึงขนาดมาออกปากชวนผมแบบนี้ ไม่ไปกับเธอก็ยังไงอยู่ ถือว่าเป็นโอกาสที่จะได้ไปเรียนรู้ว่า "ผับ" มันเป็นยังไง
และแล้ว เวลาก็เดินมาถึงวันอังคารช่วงเย็น เธอกดมาหาผมช่วงหลัง 5 โมงเย็น ผมโทรกลับไปหาเธอ
"เป็นไงบ้างจ๊ะ"
"ตอนนี้อยู่ที่อโศกแล้วค่ะ เพิ่งเลิกมานี่ล่ะ"
"แล้วสรุปเพื่อนๆ ตะเองมากันหรือเปล่าล่ะจ๊ะ"
"ยังไม่ตอบกันเลยค่ะ เพราะดูเหมือนว่าทุกคนจะงานยุ่ง"
"อือม์ แล้วแบบนี้ จะให้เค้าไปด้วยไหม?"
"อยากให้มาด้วยกันค่ะ" เธอตอบมา ประโยคนี้ ผมเคยได้ยินแล้ว จากปากเธอ เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนที่เธอชวนผมโดดงานเพราะจะไปทำอะไรบางอย่าง (แต่ผมไม่ได้โดดนะ แก้ตัวเอาว่าวันนั้นมีประชุม)
"ได้จ๊ะ งั้นเดี๋ยวเก็บงานอีกหน่อยแล้วจะรีบตามไป เจอกันที่รถใต้ดินตรงอโศกละกัน"
ผมเก็บงาน แล้วก็ตามเธอออกมา เรานั่งรถไฟใต้ดินมาออกที่สถานีเพชรบุรี ก่อนจะต่อรถแท็กซี่เข้าไปยังอาร์ซีเอ (สถานที่นี้ ผมมีความหลังเยอะครับ เพราะเคยทำงานอยู่แถวๆนี้ แต่ไม่เคยมาเที่ยวนะครับ) เรามาถึงกันตอน 6 โมงกว่าๆ ตัวผมเองไม่ได้กินข้าวมา เลยไปหาร้านข้าวนั่งกินกัน ผมเืลือก "จักรแพง" เป็นมื้อเย็น เนื่องจากผมไม่ได้มีโอกาสกินมาเป็นระยะเวลานาน แม้ว่ามันจะมีสาขาอยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานผมก็ตาม
ระหว่างนั่งกิน เพื่อนเธอโทรเข้ามา ผมเดาว่าเป็นคนที่เธอชวนๆไว้ ผมไม่ได้อยากจะฟังบทสนทนาของเธอเท่าไหร่ เลยได้ยินเธอคุยกันกับปลายสายที่โทรมา ลักษณะเหมือนเธอกำลังโน้มน้าวให้คนที่เธอคุยด้วย ตามมาเที่ยวด้วยกันคืนนี้
"มาเหอะ ไม่มานี่เหงานะ" ฟังแล้วบาดใจมากๆ ครับคำนี้ ประโยคสนสทนาก่อนหน้านี้ เธอได้บอกกับคนที่คุยด้วยแล้ว ว่าตอนนี้มีแค่ผมกับเธอที่ไปแน่ๆ แล้วเธอยิงประโยคนี้ออกมา หมายความว่าการที่ผมมากับเธอด้วยนี่ ผมไม่ได้มีค่าอะไรเลยเหรอ? มันไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรให้เธอเลยงั้นเหรอ? (แต่ในตอนท้าย การที่ผมมากับเธอ ผมมีประโยชน์สำหรับเธอนะครับ เพราะบทบาทของผมในการที่เธอให้ผมมาที่นี่ด้วย มันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว) ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะคิดมาก กับคำพูดเหล่านี้ ถ้าเป็นผม ผมคงจะใช้คำว่า "มาเถอะ มาหลายคนจะได้สนุกๆ" มากกว่า แต่เอาเถอะ ระหว่างที่คุย เธอคงอยู่ในโลกส่วนตัวของเธอมากกว่า
หลังจากเธอวางสาย เธอก็เล่าว่า ตอนนี้กลุ่มที่เธอชวนไว้กำลังจะมากัน โดยที่ในกลุ่มนั้นอาจจะไม่มีผู้หญิงมาด้วย แล้วเธอจะเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มที่มา
"ดีที่เบียร์มาด้วยนะคะเนี่ย" เธอบอกออกมา เล่นเอาผมงงไปเลยครับ
"เราเป็นผู้ชายนะ" ผมบอกเธอ เพราะไม่เข้าใจใรสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อออกมา
"เค้าน่ะ ไว้ใจเบียร์มากกว่าพวกที่กำลังจะมานะ" เอาเข้าไปครับ ยิงประโยคนี้ออกมา ผมก็อึ้งไปแหล่ะ (อึ้งแบบดีใจๆ) แล้วก็ไม่เข้าใจความหมายที่เธอต้องการจะสื่อออกมาด้วย แต่ชั่วโมงนั้น ได้แต่เออออห่อหมกไป
เราเช็คบิลที่ร้านจักรแพง และออกมาเดินดูว่าพอจะทำอะไรเพื่อฆ่าเวลาได้บ้าง ก็เหลือบไปเจอร้านคาราโอเกะ เลยเข้าไปร้องเพลงกัน (มันติดไว้หน้า้ร้านว่าชั่วโมงละ 99 ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ต้องบังคับสั่งผ้าเย็นคนละผืน ซึ่งพอคิดเงินออกมาแล้ว ร้องกันชั่วโมงเดียว ไม่ได้สั่งอะไรเลย แต่ราคาออกมาที่ 341 บาท แหม ทำไปได้) เธอก็กดๆ เอาเพลงของโปเตโต้มาร้องให้ผมฟัง เป็นการปูพื้นให้ชิน ก่อนที่จะไปดูการแสดงจริงๆ
หลังจากร้องเพลงเสร็จตอนสองทุ่มครึ่งกว่าๆ เพื่อนๆเธอ ยังมากันไม่ถึง เราเลยไปนั่งรอกันที่ท้อปส์ นั่งคุยกันในหลายๆ เรื่อง เธอบอกว่าเธอเป็นคนที่ชอบแสดงนิสัยออกมาแบบตรงๆ และไม่ค่อยแคร์ หากคนที่พบเจอจะรับกับนิสัยตรงนั้นของเธอได้หรือไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้ ไม่ต้องการจะคบกันก็ไม่เป็นไร จากนั้นเธอจึงหลุดประโยคนึงออกมา
"เลยได้อยู่คนเดียวมาจนทุกวันนี้แหล่ะ" แสดงว่าตอนนี้เธอก็โสดสิครับ !!! ได้ยินแบบนี้ก็โล่งหน่อย ผมยังมีหวัง (มั้ง) แต่หลังจากจบเรื่องนี้ ผมคงเลิกหวังได้ 100% ครับ
ในที่สุดก็ได้เวลาสักที ที่จะไปยัง "สลิม" ผับที่ผมผ่านด้านหน้ามาเป็นเวลานานสองนาน แต่ไม่เคยได้เข้าไปสักครั้ง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมจริงๆ ที่มีโอกาสได้มาสถานที่ๆเรียกว่า "ผับ" เธอเดินนำผมไปก่อน การจะเข้าไปในผับ จะต้องผ่านการตรวจบัตรประชาชนก่อน ตอนเธอเดินเข้าไป คนเฝ้าเขาขอตรวจบัตรนะ แต่พอผมเดินเ้ข้าไป เขาไม่ดูอ่ะ หน้าตูนี่มันแก่งั้นเลยเหรอ(วะ)
ก่อนที่ผมจะมา ผมได้หาข้อมูลเกี่ยวกับที่นี่มาบ้างแล้ว จากเพื่อนในเว็บๆนึง สำหรับใครที่ไม่เคยไป ก็ขอมาเสริมความรู้ให้นะครับ (ก็อปมาจากคำตอบของคุณ Testudo! ครับ ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย)
ั
ข้างใน Slim มันจะมี 3 zoneนะ
Slim Live (คิดถูกแล้วที่ไป zone นี้) โทรจองได้ที่เบอร์ 081-645-1166
Slim Hiphop (ขนาดผมวัยรุ่นๆ เข้า zone นี้ไปยังปวดหัวเลย) Tel: 081-645-1177
Slim Flix (เพลง dance แบบปวดหัว) Tel: 081-645-1177
อย่างที่ผมคิดครับ ข้างในนี่ มีแต่ควันบุหรี่ คนสูบกันแบบว่าเยอะมากๆ กินเหล้ากันให้เพียบอีกต่างหาก "-_-
เวลาเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลุ่มเพื่อนของเธอ เริ่มมากันเรื่อยๆ
เรื่องของสถานที่ "อโคจร" (สำหรับผม) ก็จบลงตรงนี้ครับ แต่เรื่องนี้มีตอนต่อ (แต่ไม่แน่ใจว่าจะต่อในตอนเดียวจบไหม) คือ "ความสนิทสนมของพี่น้องต่างสายเลือด"
Tuesday, June 12, 2007
จุดเริ่มต้นของหัวใจดวงใหม่
ในความมืดมิด ย่อมมีแสงสว่างฉันท์ใด ในยามรัตติกาลก็มีแสงจันทร์ฉันท์นั้น
ขึ้นหัวเรื่องไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวมาต่อครับ ^_^
ขึ้นหัวเรื่องไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวมาต่อครับ ^_^
Subscribe to:
Posts (Atom)