Sunday, July 1, 2007

บทส่งท้ายกับเธอ

หลังจากวันนั้นมา ผมรู้สึกว่าตัวเองเข้าหน้าเธอไม่ติดอย่างแรง เป็นไปได้ ไม่อยากจะคุยกับเธออีกเลย เหมือนเช่นที่ผ่านๆ มา (กับหลายๆคน ที่เคยทำมาในชีวิต)

ความรู้สึกเหมือนว่าฟางเส้นสุดท้าย ที่เกี่ยวระหว่างผมกับเธอ มันได้ขาดออกจากกันไปแล้ว โดยที่เธอจะรู้ตัวบ้างไหมนะ ว่าคนที่ตัดมันออกไป ไม่ใช่ใครอื่น เป็นเธอนี่เอง


แต่ความจำเป็น ยังทำให้เราต้องเจอกันต่อไป คือผมยังต้องไปเรียนภาษาอังกฤษกับเธออยู่ครับ คืนวันศุกร์ กับกลางวันของวันเสาร์ อาทิตย์

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา มี forum เรื่องเกี่ยวกับ Security and Control ประจำ quarter ที่สอง ซึ่งพนักงานทุกคน จะต้องเข้าร่วมครับ คราวนี้จัดที่โรงแรม ดิ อิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค ครั้งนี้ ช่างตากจากครั้งก่อน เมื่อเดือนมีนาคมนัก ครั้งนั้น จัดที่โรงแรมคอนราด ออลซีซั่นเพลส

ตอนนั้น ผมเพิ่งรู้จักเธอได้ไม่นาน ซึ่งตอนที่พักจากการสัมนา ผมก็มีโอกาสคุยกับเธอ หยิบขนมให้เธอกิน มีความสุขมากๆ ครับ เพราะหลังจากเลิก เธอมาชวนผมกลับกับเธอ เป็นครั้งแรกเลย ที่มีโอกาสได้เดินไปกับเธอจนถึงรถไฟฟ้า

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ช่วงเช้า ผมไม่ได้คุยกับเธอ ปิด IM ไว้เพราะไม่อยากคุย พอไปถึงที่โรงแรม ก็ได้รับ SMS จากเธอใจความว่า

I stay at hotel now. And you? See you after finish na ka.. CYA

ผมยอมรับตรงๆ เลยครับว่าวันนั้น ผมไม่ไหวอ่ะ เพราะคืนก่อนหน้า น้องชายผม ชวนผมไป "รวยรินกลิ่นชีวา" ซึ่งอยู่ตรงถนนพระอาทิตย์ เป็นครั้งแรกเลย ที่ได้กิน "แอลกอฮอลล์" แบบเป็นจริงเป็นจัง (ในรูปของ เหล้าปั่น) กินไปเท่าไหร่ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าขากลับเหมือนเดินไม่ตรงชอบกล และคืนนั้นก็ได้เรื่องครับ คันมากๆ คันตามตัว ซึ่งตอนเช้าตื่นมา ทั่วตัวมี "ผื่นแดง" เกิดขึ้นเยอะมากๆ ถ้าวันนี้ไม่มีฟอริ่ม ผมคงจะไม่มาแล้วอ่ะ "-_- เลยตอบเธอไปว่า

I apologize that tonight i can not go for study with you. I have a high fever and sore throat. Sorry that i did not tell you earlier. Firstly, i think that i am ok. Apologize again if you have to cancel some activities to go for study.

สักพัก เธอก็ตอบกลับมาว่า

Never mind. Wish you get better soon na ka.

หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปอีก ได้แต่กลับบ้าน และนอนตั้งแต่ทุ่มกว่าๆ เช้าวันถัดมา ผมก็ตื่นขึ้นมาแบบไม่ค่อยแจ่มเท่าไหร่ แต่ก็ต้องออกไปเรียนภาษาอังกฤษกับเพื่อนที่ทำงานเก่า (ไอบีเอ็ม) โดยระหว่างทางที่ออกมา ผมก็ส่ง SMS ไปบอกเธอว่า

I think that I am more ok than yesterday and will go to study. If today you will not go please let me know. Thanks

ผมไปถึงก่อนเวลาเรียนนิดหน่อย โดยใจก็ภาวนาให้เธอไม่มา แต่ผิดคาดครับ หลังจากเจ้าหน้าที่เปิดเทปไปได้นิดนึง เธอก็มา

ผมไม่ได้สนใจเธอนัก อารมณ์นั้นแบบว่าไม่อยากมองหน้า แต่ก็มองไปทางเธอนิดหน่อย เพราะเธอเดินมายังที่นั่งข้างๆ ผม และถามผมว่า

"ว่างหรือเปล่าคะ ตรงนี้"

พอเธอเห็นว่าว่าง เธอก็นั่งลง และหันหน้าไปคนละข้างกับผม (เหมือนไม่ค่อยอยากมองผมเท่าไหร่) และที่แปลกคือเธอนั่งเรียนโดยไม่เปิดหนังสือ เอาแต่จดอย่างเดียว ผมไม่ถามเธอ และตั้งใจเรียนของผมต่อไป เราก็นั่งเรียนกันไปแบบไม่ได้คุยกัน คาบเรียนของที่นี่กินเวลาสองชั่วโมง ตลอดเวลา ก็เห็นว่ามีโทรศัพท์เข้ามาหาเธอบ้าง เธอก็รับบ้าง ไม่รับบ้าง จนกระทั่งเวลาผ่านไปได้ชั่วโมงนิดๆ แล้วก็เดินหายออกไปจากห้องครับ

จนกระทั่งจบคาบ ก็ไม่เห็นเธอกลับมา

ผมไม่รู้ว่าเธอหายไปไหน ใจคิดว่าเธอเป็นอะไรไปหรือเปล่า ถึงได้หายไปนานแบบนั้น แต่ก็เหมือนได้ยินเสียงหัวเราะของเธอลอยมาแตะหู พอผมเดินออกมาข้างนอกห้องเรียน จึงได้เห็นเธอนั่งคุยโทรศัพท์อยู่กับใครสักคน หัวเราะคิกคักอย่างออกรสออกชาติอยู่บนบันไดที่จะเดินขึ้นไปชั้นสามครับ ตัวเธอเองเป็นคนชวนผมมาเรียนแท้ๆ แทนที่จะสนใจเรียน กลับมานั่งคุยแต่โทรศัพท์อยู่นั่นแหล่ะ

ด้วยความรู้สึกที่แย่กับเธอเป็นทุนเดิม ประกอบกับเรื่องเมื่อครู่ รู้สึกเลยว่าเธอคงคุยกับหนุ่มที่ไหนสักคนแน่ๆ เมื่อทุกอย่างเต็มปริ่ม ผมเลยตัดสินใจเก็บของหิ้วกระเป๋ากลับออกมาเลย โดยที่เธอเองก็ดูงงๆ ว่าผมจะไปไหน แต่เธอก็ไม่ได้ละจากสายที่เธอคุยอยู่ เพื่อมาถามผมเลยสักคำว่าผมจะไปไหน ผมยกมือให้เธอเห็นเป็นสัญญาณว่า "ไปก่อนนะ" แล้วก็ลงมา ปิดโทรศัพท์ เพราะไม่อยากคุยกับเธอ พอช่วงเย็นๆ มาเปิดโทรศัพท์อีกที ไม่พบว่าเธอโทรเข้ามา หรือ SMS มาแต่ประการใด (ผมมีบริการ miss call aleart ซึ่งจะมี SMS มาบอก หากมีใครโทรเข้ามา) แต่แปลกนะ ใจส่วนใหญ่ของผมคิดว่าเธอคงไม่โทรมาแน่ๆ แต่อีกส่วนหนึ่ง ยังคงหวังลึกๆ ว่าเธออาจจะติดต่อมาหาผมบ้าง


วันอาทิตย์ ผมตื่นเช้าขึ้นมา พร้อมตัดสินใจว่าวันนี้ ผมจะไม่ไปเรียนกับเธออีกแล้ว แต่จะหายไปเงียบๆ มันคงไม่ดี เพราะคราวก่อนที่เธอไม่ไป ผมก็บ่นๆ เธอไปว่า ไม่ไปก็น่าจะบอกกัน แล้วครั้นผมจะหายไปแบบนั้นบ้าง มันก็คงแย่ครับ เลยตัดสินใจ SMS ไปหาเธอ ตอน 9โมง 44 ว่า

Today you will not see me at BB&C Kaset na. So please intend to the class although there has no me.

แล้วก็ปิดเครื่องไปครับ ไปเรียน กว่าจะกลับมาบ้านอีกที เกือบๆ 5 โมงครึ่ง มาเปิดเครื่อง ถึงเห็นว่าเธอโทรเข้ามาครั้งนึง ตอนประมาณ 9:48 หลังจากผมส่ง SMS ไปไม่นาน ผมก็ไม่ได้โทรไปหาเธอหรือติดต่อะไรใดๆ ไปอีก มันคงหมดแล้วจริงๆ สำหรับเธอคนนี้


ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไม่เปิดโปรแกรม IM เลย เพราะกลัวว่าเธอจะติดต่อมา (จริงๆ นิสัยตรงนี้ อยากจะแก้สักทีเหมือนกัน เพราะการหนีปัญหา ไม่เคยก่อให้เกิดอะไรที่มันดีเลยสักครั้ง) จนความรู้สึกของผม ค่อยๆ ดีขึ้น การที่ไม่ได้คุยกับเธอหลายวัน มีเวลาได้อยู่กับตัวเอง ได้คิดว่าความรู้สึกกับเธอในตอนนี้ ระหว่าง "ชอบ" กับ "เสียดาย" มันคืออะไรกันแต่

จากการที่ลองคิดเรื่องนี้ ผลสรุปออกมาว่า แม้จะยัง "ชอบ" เธออยู่ แต่มันก็เป็นเพียงเสี้ยวเดียว ที่เหลือคือ "เสียดาย" มากกว่า ดังนั้นวันศุกร์ ผมจึงตัดสินใจที่จะ เปิด IM เพราะอยากรู้ว่าเธอจะคุยเข้ามาหาผมไหม ซึ่งเธอก็ไม่ได้คุยมา

ส่วนเหตุที่ทำให้ผมต้องมาคิดว่า "ชอบ" หรือ "เสียดาย" เธอ นั่นก็มาจากการที่ผมเอาเรื่องในบล็อคนี้ ไปลงในเว็บบอร์ดเว็บนึง ที่เข้าประจำ ผมก็คุยไปเกี่ยวกับเรื่องวันซ้อมใหญ่รับปริญญาของเธอ รวมไปถึงเรื่องการให้ "ตุ๊กตาหมีใส่ชุดครุย" ที่ผมสั่งทำมาให้เธอ (เป็นครั้งแรกในชีวิตเลย ที่ให้ของขวัญรับปริญญาราคาขนาดนี้ 890 บาท)

ทีแรกผมกะจะไม่ไป และไม่ให้ของขวัญกับเธอ แต่แล้ว หลายๆ ความคิดเห็นที่นี่ก็เปลี่ยนความคิดของผม (ขอยกไว้ข้างล่างนี่นะครับ)


ความคิดเห็นที่ 1 ตอบผมในเรื่องที่ว่าผมควรไป หรือไม่ควรไปดี
"ถ้าเป็นผมนะ ผมไม่ถามหรอกครับ (เรื่องของความรู้สึกว่าเธอคิดยังไงกับผม) ไงๆนี่ก็ไม่ใช่การแสดงออกของคนที่มีใจให้เราแน่นอน

ผมจะไม่ถาม ไม่ยุ่ง ไม่สนใจ ห่างๆไปเลย (แต่ไม่ใช่หนีนะ)
ถ้าเค้าเข้ามาคุยก็ทำตัวปกติ แต่ก็จะไม่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยอะไรออกไปอีก

ซึ่งถ้าจะทำแบบนี้ก็คือจะต้องตัดจริงๆนะครับ ไม่ใช่มามัวเสียดายอยู่ เพราถ้าฝั่งนู้นรู้ว่าเรายังมีใจอยู่หละก็ เค้าจะรู้ไต๋คุณ
ต่อไปถ้าจะชักจูงคุณอีก มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเลยครับ

อย่าให้มันลงลึกไปมากกว่านี้ดีกว่า ผมว่านะ

ส่วนเรื่องรับปริญญา ควรไปครับ ถ้าตกลงไว้แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วยว่าตอนนั้นเป็นยังไง เค้ายังต้องการให้คุณไปอยู่มั้ย อะไรแบบนี้หนะครับ

ถ้าเพื่อนๆเค้าไปกันเยอะๆ แล้วคุณก็รู้จักเพื่อนเค้าในระดับหนึ่ง ก็แทรกเข้าไปร่วมงานเป็นหนึ่งในเพื่อนเค้าไปเลยครับ
แต่ถ้าไม่รู้จักใครแบบสนิทๆเลย (คนเดียวโดดๆว่างั้น) ฝากของขวัญไปกับเพื่อนเค้า หรือไม่ก็ไปแว้บเดียว เป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ ผมว่านะ"


ความคิดเห็นที่2 เรื่องของขวัญ
"เรื่องของขวัญ ป้าว่านะ ให้เถอะคับ จะเก็บเอาไว้ให้ช้ำใจ หรือเอาไว้บูชาเหรอคับ หรือจะเอาไปให้คนอื่นต่อ ใครได้รับไป แล้วมารู้ทีหลังว่าเป็นของเหลือจากคนอื่นมา คงเสียใจไม่น้อยนะ

ป้าเคยเจอเหตุการณ์ประมาณนี้แหละ

ซื้อคอร์สติชมาปัก กะว่าสวยเลย ให้ไปคนรับต้องดีใจแน่นอน กระต่ายน้อยน่ารัก

แต่ดันไปรู้ความจริงอะไรบางอย่างที่มันน่ารังเกียจสุด ๆ ที่ป้าเคยเจอมาในชีวิตลูกผู้หญิง

แรงกว่าคุณเยอะอ่ะคับ แต่แรงคนละแนวกัน ของป้ามันออกแนวหลอกลวง พวกลวงโลกเป็นอะไรที่น่ารังเกียจที่สุดหน่ะคับ

แต่สุดท้าย ป้าก็ให้คับ เพราะป้าถือว่าความตั้งใจแรกของป้าคือ "อยากให้"

ถึงเวลาที่ควรจะให้ ตอนนั้นก็ไม่อยากให้ แต่รู้สึกว่า นี่มันก็ฝีมือชั้นนะ ชั้นไม่ได้อยากทำไว้เองซักหน่อย

ชั้นนั่งหลังขดหลังแข็งทำให้คนนี้ .. เอาหน่ะ อย่างน้อยให้ไอ้คนที่รับไป

ได้รู้ว่า .. ถึงแกจะเลวกะชั้นแค่ไหน แต่ชั้นก็ยังจริงใจให้แกนะ
....

อย่างน้อย ก็น่าจะทำให้ไอ้คนรับมันเฝื่อนจิตใจลงได้อีกเล็กน้อย
กับสิ่งเลว ๆ ที่มันทำหน่ะคับ ((แต่ไม่รู้หรอก ว่ามันจะคิดแบบนี้มั้ย))

แต่ตอนนี้อโหสิให้แล้ว ช่างมัน"


ความคิดเห็นที่3 เรื่องของขวัญอีกเช่นกัน
"อ่า..... ขออนุญาตตอบข้อความส่วนนี้ซักนิดนะค๊ะ ว่าจะไม่เข้ามาตอบกระทู้นี้แล้วนะเนี่ย
ตาลว่า การที่เราจะให้ของขวัญใครซักคน ควรจะให้ด้วยความรู้สึกว่าเราอยากจะเป็นผู้ "ให้" มากกว่านะค๊ะ ...
ไม่ใช่ว่า มาคิดว่า การที่เราจะให้เค้า ... เพราะว่า (คิดเอาเอง) ว่าเค้ามีใจให้เรา ตาลว่า เหตุผลนี้ดูไม่ค่อยน่ารักเลยอ่ะค่ะ

ตาลว่านะค๊ะ ... คุณเบียร์ออกจะคิดมากไปซักนิ๊ดดดดดดดดดดด
การให้ตุ๊กตาหมี มันไม่ได้จำเป็นต้องตีความหมายว่าต้องให้คนพิเศษ หรือมีไว้เพื่อความสัมพันธ์ฉันท์คนรักเท่านั้นหรอกค่ะ
จะบอกว่า ตอนตาลรับปริญญา ... มีคนเอาตุ๊กตาตัวใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มกว่านี้มหาศาลมาให้ตั้งหลายคนอ่ะค่ะ ^^"
คนที่เอามาให้ ก็ไม่ได้มีใครมาชอบตาลด้วย ... มีแต่ทั้งพี่ๆ เพื่อนๆ และก็น้องๆ ทั้งนั้น ไม่เห็นแปลกเลยน๊าาาา
คุณพี่แดง chuakai ก็เป็นคนนึง ที่หอบตุ๊กตาหมีตัวใหญ่เบิ้มมายืนตากแดดรอ เพื่อเอามาให้ตาล ... ทั้งๆ ที่ตอนนั้น เรายังไม่ได้สนิทกันมากขนาดนี้เลยด้วย
(( น่าประทับใจออก ... ทุกวันนี้ พี่แดงก็เป็นพี่ชายสุดรัก ที่สนิทด้วยมากที่สุดคนหนึ่งเลย ))

ลองปล่อยวาง ทำใจสบายๆ ... Chill Chill นิดนึงดิค๊ะ อย่ากะเกณฑ์อะไรกับเรื่องความรักมากเลย
ตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ ก็ให้ไปเถอะค่ะ ... งานรับปริญญา ไม่ได้เป็นงานประจำปี ไม่ได้มีบ่อยๆ ในชีวิตแน่ๆ แวะไปแสดงความยินดีกับเค้าหน่อยก็ดีนะค๊ะ
ส่วนความสัมพันธ์ของคุณเบียร์กับเธอ ถ้าถามว่าจะทำยังไงต่อไปดี ... เห็นด้วยกับที่เพียวตอบมาทุกอย่างเลยค่ะ ^_^"



และความคิดเห็นนี้ เป็นอีกความคิดเห็นที่ผมชอบมากๆ ครับ พี่คนที่เขียน มองในมุมที่ "กว้าง" จริงๆ

"อ่านจนเหนื่อย..

ดูแล้วเหมือนเป็นความแตกต่างทางด้านสังคมกันมากกว่า.. เบียร์ลักษณะเหมือนไม่ชอบสังคมของคนกลางคืน เหมือนจะรับไม่ค่อยได้ซะด้วยซ้ำ.. ซึ่งที่อ่านมาพฤติกรรมของเพื่อนหญิงคนนั้น ปกติมากสำหรับสังคมของคนเที่ยวกลางคืนแบบสุดเหวี่ยง แต่อาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เพียงแต่ว่าเรายังไม่เคยเห็นมากกว่าเลยเป็นเรื่องแย่เรื่องไม่ชอบใจสำหรับเรา.. ทำให้เรารับไม่ได้.. การที่เขาจิบเหล้าเพื่อนอาจจะเป็นเพียงมารยาทที่เขาต้องทำ การที่ไปโอบกอดเพื่อนชายอาจจะเป็นช่วงจังหวะที่เราไม่ทราบว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าเป็นอย่างไร เบียร์เองไม่ได้อยู่ใกล้ขนาดนั้น.. (มองในแง่ดี).. สำหรับพี่เรื่องใกล้ชิดสนิทสนมกันในหมู่นักเที่ยวที่สนิทมากๆการโอบกอดถือเป็นเรื่องปกติ (ไม่ใช่โอบกอดแล้วจูบหรือหอมนะ) ทุกวันนี้ทุกครั้งที่พี่ไปเที่ยวกับน้องๆที่ทำงานที่สนิทกัน ก็ยังทำกันอยู่.. ที่ยกตัวอย่างมาเพียงแต่จะให้มองว่ามันเป็นเรื่องปกติ.. ยิ่งถ้าเราอยู่ในฐานะเพื่อนเหมือนกัน เรายิ่งหมดสิทธิ์ที่จะตำหนิในเรื่องธรรมดาของสังคมคนเที่ยวกลางคืนแบบนี้.. ถ้าเรารับไม่ได้คงยากที่จะคบกันต่อ อย่าว่าแต่เป็นแฟนเลย เป็นเพื่อนคงจะยากเหมือนกัน.. มันเหมือนการดำเนินชีวิตที่อยู่กันคนละขั้ว คงไปกันได้ยากพอสมควร..

เท่าที่อ่านเฉพาะกระทู้นี้ดูน้องเขา คิดกับเบียร์เหมือนเพื่อนมากกว่าแฟน ดูไม่ค่อยแคร์อะไรเท่าไร แต่พัฒนาการอาจจะก้าวหน้าไปมากกว่านี้ถ้ายังต้องการ.. เราต้องรับเขาให้ได้ในเรื่องที่เขาทำมาก่อนหน้านี้ อย่ากะเกณฑ์อย่าปรับเปลี่ยนอะไรให้มาก พี่เชื่อว่าถ้าคนเราคบกันไปจนรักกันแล้วเรื่องปรับเปลี่ยนในภายหลังไม่ใช่เรื่องยาก แต่อยากให้ผ่านจุดที่รักกันจริงทั้งสองฝ่ายไปก่อน.. แต่ถ้ายืนยันว่าจะไม่คบแล้วก็ให้ผ่านไป เขาคงไม่เหมาะกับเบียร์ เราคงต้องหารักแท้ที่ใช่ต่อไป..

พี่ขอสรุปด้วยความเห็นส่วนตัวว่า.. สังคมในเรื่องเที่ยวกลางคืน.. เป็นปัจจัยสำคัญของเรื่องนี้.. มันเป็นจุดสิ้นสุดของเรื่องนี้.. น้องเบียร์ยังอ่อนต่อโลกของคนกลางคืนมากๆครับ..

สุดท้ายขอให้น้องเบียร์ได้ค้นพบรักแท้ที่เป็นแบบที่เราต้องการเร็วๆนะครับ.. (จริงๆไม่ค่อยชอบออกความเห็นเรื่องรักๆสักเท่าไรนะ แต่อยากแจมบ้าง)"




ท้ายที่สุด วันนี้ก็เลยไปครับ โดยที่หอบเจ้าหมีตัวนั้นไปด้วย เพราะไหนๆ ตั้งใจแล้วว่าจะให้เธอ ก็ยังคงทำตามที่คิดอยู่ครับ


ผม SMS ไปหาเธอครั้งนึง ตอนประมาณ 10โมงกว่าๆ

I am in CU now. Heard that you will out from the hall soon. Please call me back when you are available. I have my own camera.

แต่ก็ไม่คิดว่าเธอจะโทรกลับมาครับ นั่นก็เป็นการดี เพราะผมเองไม่ค่อยอยากจะเจอเธอหรอก แค่อยากจะเอาตุ๊กตาตัวนี้ ไปฝากเพื่อนเธอไว้มากกว่า เลยตัดสินใจโทรไปหาเพื่อนผม

"เน็ต อยู่ตรงไหนเหรอ เดี๋ยวเราเดินไปหา" (เน็ตเป็นเพื่อนกับเธอ เรียนที่เดียวกัน เลยได้รู้จักเธอครับ หาอ่านรายละเอียดได้จากตอน "งานปีใหม่")

พอมาเจอกันแล้วจริงๆ เป็นดังคาดว่าเธออยู่กับเน็ตนี่แหล่ะ ยืนอยู่ข้างๆกัน ผมเดินเข้าไป เน็ตทักทายผม และชวนผมไปถ่ายรูปด้วย ผมพยายามมองไปทางเธอ แต่เธอก็ทำเหมือนมองไม่เห็นผม

ผมถ่ายรูปกับเน็ตไปหลายรูป จนเสร็จ ผมก็เลยเดินมาหาเธอ แต่ใจก็ไม่กล้าจะเข้าไป เพราะเธอเหมือนจะมองเห็นผมเป็นเพียง "ก้อนกรวด" ก้อนนึง แต่น้องชายผม ที่มาด้วยกัน ก็บอกผมว่า

"เอาไปให้เขาซะสิ แล้วก็ถ่ายรูปกับเขา เราจะได้ไปกันสักที"
"เรื่องถ่ายรูปน่ะ ไม่อยากหรอก แต่ของนี่ อยากจะให้เขานะ"
"ถ้าไม่กล้า เดี๋ยวชั้นเอาไปให้เอง" น้องผมบอก
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาไปให้เองละกัน"

ผมรวบรวมความกล้า เข้าไปหาเธอ เธอก็ยังคงไม่มองผมเช่นเคย แต่ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเธอเห็นผมแล้วแน่ๆ แต่เธอก็ยังคงคุยกับเพื่อนเธอ ที่เพิ่งถ่ายรูปเสร็จตะกี๊อยู่

ผมรอเวลา เห็นว่ามันนานแล้ว เลยตัดสินใจยกถุงตุ๊กตาหมีขึ้น เป็นแนวๆ ว่า จะให้เธอ เธอถึงหันมาพูดกับผมว่า

"รอเดี๋ยวนึงนะ" (มี "คะ" ตามมาด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ)

เธอก็ถ่ายรูปกับเพื่อนเธออีกรูป ก่อนที่เพื่อนเธอจะไป ผมเลยหยิบตุ๊กตาออกมาจากถุง ยื่นให้เธอ

"ยินดีด้วยนะ" จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าเธอพูดอะไรออกมาหรือเปล่า แต่เธอก็พยายามที่จะไม่มองหน้าผม (ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่า)

เราก็ถ่ายรูปกันไป 3-4 รูป โดยที่ช่างกล้องที่ถ่ายรูปให้เธอ เป็นช่างกล้องผู้ชายถึง 3 คน ทีเดียว (เดาว่าคงเป็นคอลเล็กชั่นของเธอมั้ง เพราะเธอฝากผ้าเช็ดหน้าไว้กับตากล้องคนนึง ไม่แน่ใจว่าญาติร่วมโลก หรือญาติร่วมสายเลือด แต่ไม่คิดว่าเธอจะจ้างช่างกล้องครับ) จนรูปถ่ายเสร็จ เธอก็หันมาบอกผมว่า

"ขอบคุณนะ ที่อุตส่าห์มา"

ผมจำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าตัวเองพูดอะไรออกไปบ้าง คงพูดอะไรออกไปบ้างแหล่ะ แต่ไม่ได้พูดอย่างที่เคยคิดจะพูด (ผมเคยคิดที่จะพูดว่า เพราะบอกไว้แล้วว่าจะมา ก็ต้องมาสิ) จำได้ว่าบอกเธอว่า "ไปแล้วนะ" แล้วก็เดินออกมา โดยไม่ได้สนใจเธออีกว่าเธอจะไปไหนต่อ หรือทำอะไร


จากการกระทำของเธอในวันนั้น ถือว่าเป็นการบอกว่าเราทั้งสองคนได้ "ขาด" จากกันแล้ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมถือว่า "ดี" สำหรับผม เพราะผมคิดว่า การที่เธอทำแบบนี้ แสดงว่าเธอคงจะไม่มายุ่งกับผมอีก เพราะถ้าหากเธอยังคงที่จะคุยกับผมอยู่ ผมคงจะเข้าหน้าเธอลำบากและหนีเธออยู่เรื่อยไป



คราวนี้ เรื่องนี้คงจะจบลงจริงๆแล้ว หากเธอยังคงเห็นผมมีประโยชน์อยู่ เธออาจจะติดต่อผมกลับมาอีก ซึ่งตอนนั้น ผมคงจะใช้ประโยชน์จากเธอบ้าง เพื่อให้เธอเป็น "แบบฝึกหัด" ให้กับผม เพื่อให้ผมแกร่งขึ้น และมีภูมิคุ้มกันกับคนแบบเธออีก ในอนาคต



ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้ ขอบคุณที่ตามหาเราตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน ขอบคุณสำหรับของฝากต่างๆ ที่เคยให้มา ขอบคุณสำหรับ "การกระทำ" ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเธอให้เราได้เป็น "มากกว่าเพื่อน"


"ถึงร้าย แต่ก็รัก"

เบีย
1 กรกฏาคม 2550