เมื่อตอนบ่าย ความระทึกใจของบ้านเมืองเราได้เริ่มขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยการยุบพรรคการเมือง
เรื่องที่ผมได้เจอตอนบ่ายโมงสิบนาที ก็ระทึกไม่แพ้กันครับ เมื่อผมได้รับข้อความนี้จากเธอ
"เบียร์ เกิดอารัยขึ้น.. เป็นอารัยทำมัยไม่คุยกันให้เข้าใจคะ ทำกันแบบนี้ เสียความรู้สึกมากๆ ค่ะ.. ไม่เคยคิดเลยว่าเบียร์จะใจร้ายได้ขนาดนี้ ไม่เข้าใจจริงๆ.."
ผมก็อธิบายไปว่าผมรู้สึกสับสนในหลายๆอย่าง ทำให้ไม่อาจที่จะสู้หน้าเธอได้ เธอก็ตอบผมมาว่า
"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เบียร์เป็นแบบนี้ แต่เบียร์ก้อไม่เคยบอกสักทีว่าเป็นอารัยกันแน่"
ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไร เธอก็ตอบกลับมาอีกว่า
"ถ้าเบียร์จำได้ เบียร์บอกว่าจะไม่เป็นแบบนี้อีก"
ผมเลยบอกเธอไปว่า ผมอยากจะพูดกับเธอ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรจะพูดหรือไม่ เธอเลยตอบกลับมาว่า
"ช่างมันเถอะ แต่เค้าไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ใครนะ"
"ถ้าเบียร์จาโกรธใครมาแล้วมาลงที่เค้าล่ะก้อ ผิดคนแล้วหล่ะ"
"บาย"
3 ประโยคที่เข้ามานี้ เล่นเอาผมงงปนเสียใจทีเดียวครับ เพราะเธอคิดได้ยังไงหว่า ว่าผมโกรธคนอื่น แล้วมาลงกับเธอ โดยการหลบหน้าเธอ? เธอจะโกรธผม ผมไม่ว่าอะไรหรอก แต่การที่เธอเข้าใจผมผิดแบบนี้ ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดี ถ้าจะจากกัน ขอให้จากกันแบบที่ต่างคนต่างคุยกันได้ น่าจะยังดีกว่า ผมเลยอธิบายสาเหตุไปว่าเธอเข้าใจผิด ตัวผมเอง ไม่เคยคิดที่จะเอาอารมณ์(ที่เกิดจากคนอื่น)มาลงกับเธอเลยสักนิด ผมรู้สึกว่าน้อยใจเธอ แต่ผมเองก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะน้อยใจเธอ (เพราะสำหรับเธอ ผมคงเป็นแค่อะไรที่ไม่สำคัญ แต่ตรงนี้ไม่ได้บอกเธอ) เธอจะโมโหผมก็ไม่เป็นไร เพียงแต่อย่าเข้าใจผมผิดก็พอ ช่วงเวลาที่พิมพ์นี้ บอกตรงๆว่าใจสั่น มือสั่น น้ำตาจะไหล ไม่คิดว่าเธอจะจบเรื่องในแบบนี้ (ช่วงนี้ผมก็ไปคุยกับเพื่อนผมที่ชื่อกิต กิตให้คำปลอบใจที่ดีมากๆ ขอบคุณกิตไว้ ณ ที่นี้ด้วย ทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ)
สักพักเธอก็ตอบมาครับ "งงไปหมดแล้วค่ะ" ไม่รู้เธองงอะไรของเธอ "-_- ผมเลยสรุปสั้นๆให้เธอฟังว่า ผมไม่เคยที่จะเอาเธอมาเป็นที่รองรับอารมณ์
"แล้วเป็นอารัยอ่ะคะเนี่ย O_o'" ทุกอย่างมันมาจากตัวเราเองนั่นแหล่ะ ผมบอกเธอ
"กุ้มใจอารัยรึป่าวคะ เค้าช่วยได้ไหม เวลาเค้ากุ้มใจ เบียร์ยังปลอบเค้าเลย แล้วเบียร์เป็นแบบนี้จาให้เค้าปล่อยเบียร์ไว้คนเดึยวได้ยังงัยหล่ะคะ"
"ที่กลุ้มใจ ก็เพราะว่ามันเป็นความเห็นแก่ตัวของเราเองแหล่ะ" ผมบอกเธอไป
"แล้วตอนกลางวันหลบเค้าทำมัยหล่ะคะ เค้าหน้าตาเหมือนยักษ์หรอ" ผมตอบเธอไปว่า ผมไม่อยากให้เธอไม่สบายใจ
"แต่ตอนนี้เค้าก้อไม่สบายใจไปแล้วแหล่ะ"
"ผู้ชายนี่เข้าใจยากชะมัดเลย"
"แล้วนี่สรุปโกรธอารัยเค้าป่าวคะเนี่ย"
มาถึงตอนนี้ ผมเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง เรื่องที่ผมคิดเอาว่าเธอน่าจะรอผมบ้าง ไหนๆก็นัดกันแล้ว แต่ลงท้ายเธอก็ไปแบบไม่รอผม ผมเองก็ไม่ค่อยพอใจ หลังจากคิดอีกที ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่เธอจะต้องมารอผม เพราะว่าจริงๆแล้ว เราสองคนก็ไม่ได้กลับทางเดียวกัน พูดเพียงเท่านี้ เธอก็ตอบกลับมาว่า
"อ้อ ตัวเองงอนเรื่องนี้หรอ" เธอสรุปออกมา หลังจากนั้นเธอก็ข้ามเรื่องไปเรื่องต่อไป
"ถ้าวันนี้เค้าไม่ทักไปนี่เบียร์ก้อไม่คิดจะทักเค้าเลยป่ะคะเนี่ย" ผมก็ตอบไปอย่างไม่ปิดบังเลยว่า ผมอยากทักเธอมากๆ อยากคุยด้วย และรู้สึกว่าเหงาที่ไม่ได้คุยกับเธอ (อันนี้เป็นความรู้สึกที่มีอยู่ในขณะนั้นจริงๆ ผมอยากจะบอกว่า "คิดถึง" ด้วยซ้ำไป แต่คำๆนี้ของผม มันคงเบามากในสายตาของเธอ)
"555.. นึกว่าชอบ" ปริศนาธรรมครับ ประโยคนี้ ผมก็ถามเธอไปว่าหมายถึงอะไร เธอก็บอกมาว่า "ช่างมันเหอะค่ะ" และเปลี่ยนหัวข้อสนทนาใหม่เป็น
"นี่ๆ วันนี้อย่ากลับดึกนะคะ สถานการณ์ค่อนข้างม่ะแน่นอน" ขาผมกลับบ้าน ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะทางไม่ไกล ใช้เวลาไม่นาน ผมบอกเธอไปว่าถ้าจะห่วงก็ห่วงเธอนี่แหล่ะ เธอก็ตอบมาว่า "เดี๋ยวนี้เริ่มโปรแล้ว มีนั่งหลับด้วย" (ก่อนนี้เธอจะไม่กล้าหลับ เพราะกลัวนั่งรถเลยป้าย) ผมคิดว่าสบโอกาสแล้ว ที่จะถามความรู้สึกของเธอบ้าง เลยยิงไปว่า ไม่ได้คุยกันหลายวัน นึกถึงผมบ้างไหม (ไม่กล้าใช้คำว่าคิดถึงอ่ะ "-_-) เพราะผมอยากรู้ความในใจของเธอบ้างสักหน่อย ไหนๆ ผมเองก็ตั้งใจที่จะหยุดตัวเองแล้ว
"ถามแปลกๆ เฮะ" เธอตอบมาว่าแบบนี้ครับ เดาได้ร้อยแปดครับ ว่ามันหมายถึงอะไร "ถามแปลกๆ ก็คิดถึงสิ" หรือ "ถามอะไรแปลกๆ เพื่อนกันไม่ถามกันหรอก" ผมไม่รู้จะเดายังไง เลยกะว่าจะถามเธอไปตรงๆ แต่เธอก็ขอเวลานอกด้วยการขอตัวไปห้องน้ำ แล้วเธอก็ไม่ได้มาคุยกับผมอีก จนเธอกลับบ้านไป(ตอนไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้บอกผม สงสัยว่าคงกลัวผมตามไปมั้ง แต่ก็ดี เพราะยังไงผมก็ไม่ไปส่งเธออีกแล้ว)
ผมเอง จะพยายามถอยตัวเองออกมา เผื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวอีก
Wednesday, May 30, 2007
ใจของฉันกับวันของเธอ
วันนี้ ถือว่าเป็นวันสำคัญวันนึงของประเทศเรา เนื่องจากว่าเป็นวันที่ประกาศตัดสินยุบพรรคการเมืองใหญ่ๆ ของประเทศ
และในวันนี้ ก็ถือว่าเป็นวันสำคัญของผมด้วยเช่นกัน เนื่องจาก ...
หลังจากที่เตรียมทำใจอยู่เป็นนานสองนาน เรื่องของเธอ วันนี้ผมก็พร้อมที่จะเปิดโปรแกรมแชทของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง
ยอมรับครับ ว่าใจผม หวังลึกๆ ในใจ ที่จะให้เธอแชทมาหาผม อยากให้เธอถามมาบ้างสักนิดว่าเป็นยังไง ทำไมหายไปหลายวัน
เวลาไหลไปอย่างเชื่องช้า จนตอน 10 โมงตรง หน้าจอของผมก็กระพริบว่ามีข้อความจากเธอเข้ามา
วินาทีนั้น ใจหนึ่งอยากจะเปิดอ่าน แต่อีกใจก็คิดว่าไม่เปิดจะดีกว่า บางคนอาจจะงง แต่จริงๆแล้ว ผมชอบหนีปัญหาแบบนี้แหล่ะ หลายๆคนเตือนผมแล้วว่ายังไงมันเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญ หลบเลี่ยงไปก็หนีไม่พ้น ดังนั้นเมื่อมันเข้ามา ก็ไม่ควรที่จะหลบ จึงตัดสินใจเปิดอ่านครับ
"Zzz.. Sleepy?"
เธอส่งมาแบบนี้ ผมเองก็อ่าน แต่ไม่ได้ตอบอะไรเธอกลับไป เลยปิดหน้าต่างแชทไป และเข้าประชุม
ตอนเที่ยง หัวหน้าชวนออกไปกินข้าวเร็วกว่าปกตินิดหน่อย ซึ่งเป็นเวลาประมาณกับที่ปกติ เธอจะออกไปข้างนอก ซึ่งผมก็คิดครับ ว่าอาจจะเจอกับเธอโดยบังเอิญในลิฟต์ แต่โลกมันคงไม่กลมแบบนั้นหรอกมั้ง
แล้วก็เจอจริงๆครับ ตอนที่ประตูลิฟต์เปิดออก ผมเห็นเธอยืนอยู่ข้างในนั้นคนเดียว (ไม่มีเพื่อนเธอลงมาด้วย ปกติเธอจะลงไปกับเพื่อนๆ ที่แผนก) วันนี้เธอใส่ชุดสีขาวชุดที่ทำให้ผมขนานนามเธอว่าเป็น "นางฟ้า" แว่บแรกที่เห็นนั้น ใจที่เริ่มชาด้าน กลับเต้นแรงขึ้นมาอย่างประหลาด
ไม่ว่าผมจะรู้สึกยังไงกับเธอในตอนนี้ แต่วินาทีนั้น สิ่งที่ขาดหายไป กลับเหมือนได้รับการเติมเต็ม อยากเข้าไปหาเธอ อยากคุย อยากได้ยินเสียงเธอ อยากรู้ความเป็นไปของเธอ
แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะถอยตัวเองออกมา และลงลิฟต์ตัวอื่นแทน ผมจำเป็นต้องทำ เพราะผมตัดสินใจแล้วว่าจะถอยห่างออกมาจากเธอ แม้ว่าใจจะอยากเจอเธอขนาดไหนก็ตาม
ผมลงลิฟต์ตัวต่อมาพร้อมกับน้องในทีมอีกคนหนึ่ง พอลงมาถึงข้างล่าง ก็เห็นเธอยืนคุยโทรศัพท์อยู่ ดีว่าน้องผมเดินอยู่ด้านข้างในลักษณะที่บังตัวเธอไว้ ผมเลยเดินออกมาโดยไม่ได้สนใจว่าเธอจะมองเห็นผมหรือไม่
ความทรมานใจมันเป็นเช่นนี้เอง การที่เรารู้สึกดีกับคนๆนึงมาก แต่ต้องตัดใจ ทั้งๆที่เรานึกถึงคนๆนั้นอยู่เกือบทุกขณะจิต
"ถามไถ่ทั่วหล้า
ว่ารักนั้นเป็นฉันท์ใด
จึงมอบให้แก่กันด้วยชีวิต
วิหคบินคู่เคียง
จากดินอุดรสู่ฟ้าทักษิน"
ลีหมกโช้ว
และในวันนี้ ก็ถือว่าเป็นวันสำคัญของผมด้วยเช่นกัน เนื่องจาก ...
หลังจากที่เตรียมทำใจอยู่เป็นนานสองนาน เรื่องของเธอ วันนี้ผมก็พร้อมที่จะเปิดโปรแกรมแชทของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง
ยอมรับครับ ว่าใจผม หวังลึกๆ ในใจ ที่จะให้เธอแชทมาหาผม อยากให้เธอถามมาบ้างสักนิดว่าเป็นยังไง ทำไมหายไปหลายวัน
เวลาไหลไปอย่างเชื่องช้า จนตอน 10 โมงตรง หน้าจอของผมก็กระพริบว่ามีข้อความจากเธอเข้ามา
วินาทีนั้น ใจหนึ่งอยากจะเปิดอ่าน แต่อีกใจก็คิดว่าไม่เปิดจะดีกว่า บางคนอาจจะงง แต่จริงๆแล้ว ผมชอบหนีปัญหาแบบนี้แหล่ะ หลายๆคนเตือนผมแล้วว่ายังไงมันเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญ หลบเลี่ยงไปก็หนีไม่พ้น ดังนั้นเมื่อมันเข้ามา ก็ไม่ควรที่จะหลบ จึงตัดสินใจเปิดอ่านครับ
"Zzz.. Sleepy?"
เธอส่งมาแบบนี้ ผมเองก็อ่าน แต่ไม่ได้ตอบอะไรเธอกลับไป เลยปิดหน้าต่างแชทไป และเข้าประชุม
ตอนเที่ยง หัวหน้าชวนออกไปกินข้าวเร็วกว่าปกตินิดหน่อย ซึ่งเป็นเวลาประมาณกับที่ปกติ เธอจะออกไปข้างนอก ซึ่งผมก็คิดครับ ว่าอาจจะเจอกับเธอโดยบังเอิญในลิฟต์ แต่โลกมันคงไม่กลมแบบนั้นหรอกมั้ง
แล้วก็เจอจริงๆครับ ตอนที่ประตูลิฟต์เปิดออก ผมเห็นเธอยืนอยู่ข้างในนั้นคนเดียว (ไม่มีเพื่อนเธอลงมาด้วย ปกติเธอจะลงไปกับเพื่อนๆ ที่แผนก) วันนี้เธอใส่ชุดสีขาวชุดที่ทำให้ผมขนานนามเธอว่าเป็น "นางฟ้า" แว่บแรกที่เห็นนั้น ใจที่เริ่มชาด้าน กลับเต้นแรงขึ้นมาอย่างประหลาด
ไม่ว่าผมจะรู้สึกยังไงกับเธอในตอนนี้ แต่วินาทีนั้น สิ่งที่ขาดหายไป กลับเหมือนได้รับการเติมเต็ม อยากเข้าไปหาเธอ อยากคุย อยากได้ยินเสียงเธอ อยากรู้ความเป็นไปของเธอ
แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะถอยตัวเองออกมา และลงลิฟต์ตัวอื่นแทน ผมจำเป็นต้องทำ เพราะผมตัดสินใจแล้วว่าจะถอยห่างออกมาจากเธอ แม้ว่าใจจะอยากเจอเธอขนาดไหนก็ตาม
ผมลงลิฟต์ตัวต่อมาพร้อมกับน้องในทีมอีกคนหนึ่ง พอลงมาถึงข้างล่าง ก็เห็นเธอยืนคุยโทรศัพท์อยู่ ดีว่าน้องผมเดินอยู่ด้านข้างในลักษณะที่บังตัวเธอไว้ ผมเลยเดินออกมาโดยไม่ได้สนใจว่าเธอจะมองเห็นผมหรือไม่
ความทรมานใจมันเป็นเช่นนี้เอง การที่เรารู้สึกดีกับคนๆนึงมาก แต่ต้องตัดใจ ทั้งๆที่เรานึกถึงคนๆนั้นอยู่เกือบทุกขณะจิต
"ถามไถ่ทั่วหล้า
ว่ารักนั้นเป็นฉันท์ใด
จึงมอบให้แก่กันด้วยชีวิต
วิหคบินคู่เคียง
จากดินอุดรสู่ฟ้าทักษิน"
ลีหมกโช้ว
Tuesday, May 29, 2007
วันที่ไม่มีเธอ
นับจากวันศุกร์ที่ผ่านมา วันนี้ก็เป็นวันที่ 5 แล้ว ผมไม่ได้คุยกับเธออีกเลยหลังจากวันนั้น แต่การที่ไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกับเธอเลยในเวลาที่ผ่านมา จะว่านานก็นาน จะว่าไม่นานก็ไม่นาน เพราะอะไรเหรอครับ? ผมอยู่กับเธอที่อยู่ในใจของผมมาตลอด เธอในตอนที่เป็นนางฟ้าของผม เพ้อฝันจริงๆเลยนะนี่ "-_-
เมื่อคืนก่อน ผมมีโอกาสได้คุยกับพี่อีกคนที่สนิทกัน ตามประสาคนที่ชอบเล่าเรื่องของตัวเองครับ ก็เลยเล่าเรื่องของเธอให้พี่เขาฟัง เหตุที่นำมาเล่าเพราะว่าพี่เขามีความคิดเห็นที่ต่างจากคนอื่น พี่เขามองในมุมที่ว่ายังไม่ควรที่จะถอยออกมา เนื่องจากดูแล้วชัยชนะไม่น่าจะเกินเอื้อม หากมีความพยายาม ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่เขาว่าเขาคิดยังไง ตัวผมเอง ใจนึงก็ไม่อยากที่จะถอย แต่น้ำที่หล่อเลี้ยงใจของผมในตอนนี้ มันแทบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว แม้ว่าเธอ ซึ่งเป็นผู้ที่ตัดท่อน้ำเลี้ยงนี้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คนเรา หากกำลังใจไม่มี มันก็เหมือนกับการที่ "ตายไปแล้ว" นั่นแหล่ะครับ
การที่เราไม่รู้อะไรเลยในบางเรื่อง มันอาจจะดีกว่าฉันใด การไม่เปิดดูว่าเธอออนไลน์อยู่หรือเปล่าก็เป็นการดีกว่าฉันนั้น เมื่อวานเธอไม่ได้แชทมาหาผมเลยตั้งแต่เช้าจนเย็น ช่วงเย็นก่อนผมออกจากที่ทำงาน ผมก็ไม่ได้ทักเธอไป เพราะถ้าเกิดว่าเธอมาทำงาน แต่เธอไม่ได้คุยกับผมเลย มันคงทำให้ผมรู้สึกแย่ลงไปอีก
ไม่รู้เธอจะรู้สึกอะไรบ้างไหมกับสิ่งที่เกิดขึ้น ใจผมได้แต่ภาวนาให้เธอไม่รู้สึกอะไร เพื่อให้น้ำเลี้ยงที่ใกล้จะเหือดแห้ง มันแห้งเหือดไป เพราะนั่นหมายถึงผมจะสามารถเดินออกไปจากเธอได้แบบที่ไม่ต้องหันกลับมามองเธออีก
สำหรับมนุษย์แล้ว นางฟ้าคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเอื้อม
เมื่อคืนก่อน ผมมีโอกาสได้คุยกับพี่อีกคนที่สนิทกัน ตามประสาคนที่ชอบเล่าเรื่องของตัวเองครับ ก็เลยเล่าเรื่องของเธอให้พี่เขาฟัง เหตุที่นำมาเล่าเพราะว่าพี่เขามีความคิดเห็นที่ต่างจากคนอื่น พี่เขามองในมุมที่ว่ายังไม่ควรที่จะถอยออกมา เนื่องจากดูแล้วชัยชนะไม่น่าจะเกินเอื้อม หากมีความพยายาม ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่เขาว่าเขาคิดยังไง ตัวผมเอง ใจนึงก็ไม่อยากที่จะถอย แต่น้ำที่หล่อเลี้ยงใจของผมในตอนนี้ มันแทบจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว แม้ว่าเธอ ซึ่งเป็นผู้ที่ตัดท่อน้ำเลี้ยงนี้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คนเรา หากกำลังใจไม่มี มันก็เหมือนกับการที่ "ตายไปแล้ว" นั่นแหล่ะครับ
การที่เราไม่รู้อะไรเลยในบางเรื่อง มันอาจจะดีกว่าฉันใด การไม่เปิดดูว่าเธอออนไลน์อยู่หรือเปล่าก็เป็นการดีกว่าฉันนั้น เมื่อวานเธอไม่ได้แชทมาหาผมเลยตั้งแต่เช้าจนเย็น ช่วงเย็นก่อนผมออกจากที่ทำงาน ผมก็ไม่ได้ทักเธอไป เพราะถ้าเกิดว่าเธอมาทำงาน แต่เธอไม่ได้คุยกับผมเลย มันคงทำให้ผมรู้สึกแย่ลงไปอีก
ไม่รู้เธอจะรู้สึกอะไรบ้างไหมกับสิ่งที่เกิดขึ้น ใจผมได้แต่ภาวนาให้เธอไม่รู้สึกอะไร เพื่อให้น้ำเลี้ยงที่ใกล้จะเหือดแห้ง มันแห้งเหือดไป เพราะนั่นหมายถึงผมจะสามารถเดินออกไปจากเธอได้แบบที่ไม่ต้องหันกลับมามองเธออีก
สำหรับมนุษย์แล้ว นางฟ้าคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเอื้อม
Saturday, May 26, 2007
ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะพอได้แล้วหรือยัง?
อาทิตย์ที่ผ่านมา ตัวผมเองไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกับเธอเืื้ท่าไหร่ เนื่องจากเธอไม่ค่อยว่างงาน คุยกับเธอทางโปรแกรมแชท เธอก็ไม่ค่อยตอบมานัก
เช้านี้ เธอคุยกับผมมาก่อน เพื่อมาขอยืมเสื้อกันหนาว เพราะวันนี้มีประุชุม ในห้องประชุมน่าจะเย็น ผมเลยเดินเอาขึ้นไปให้เธอ เพราะว่าดูท่าทางเธอน่าจะยุ่ง (ไอ้ผมก็ุยุ่งนา เพียงแต่วันนี้กะว่าจะกลับค่ำๆ ดึกๆ เลยคิดว่าแวะขึ้นไปให้เธอก่อนได้น่ะ) แล้วก็ติด "ชาเขียวโมชิ รสไลฟ์ลี่ฟรุ๊ตตี้" ไปให้เธอลองด้วยอีกขวดนึง (จริงๆ มันไม่มีอะไรที่บอกว่าเป็นชาเขียวเลย หากคุณได้ลองชิม เพียงแต่มันเอาชื่อของ "ชาเขียว" มาปะหน้า เพื่อให้คนซื้อตามกระแสนั่นเอง)
ผมเดินขึ้นไปหาเธอที่โต๊ะทำงาน
"อ่ะ เอามาให้แล้วจ้า" ผมบอกเธอ
"ขอบคุณค่ะ" เธอเอาไปคลุมตัวเธอไว้
ผมมองดู วันนี้เธอใส่เสื้อยืดมาสองตัว ตัวในเป็นแบบผูกคอสีฟ้า ตัวนอกเป็นสีขาว
"วันนี้แต่งตัวน่ารักดีนะ" ผมบอกเธอ เพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ที่นี่ ถ้าเป็นวันศุกร์ ทุกคนจะสามารถใส่ชุดสบายๆ มาทำงานได้ (แต่ก็ต้องเป็นชุดสุภาพนะ ไม่ใช่ขาสั้นเสื้อกล้าม)
"มันดูไม่ค่อยสุภาพน่ะ" เธอบอกผม
"แล้วประชุมกี่โมงเหรอ" ผมถามเธอ เพื่อจะได้ไม่แชทไปหาเธอในเวลานั้น
"บ่ายน่ะ งั้นไปก่อนนะ" เธอตัดบท (จริงๆ "ไปก่อนนะนี่ ผมน่าจะเป็นคนพูดนะ")
"อา งั้นไว้ค่อยคุยกัน" ผมไม่รู้จะยังไงต่อ ก็เลยออกมาจากที่นั่น ลงมาทำงานต่อ
ช่วงเช้าทั้งช่วง ผมก็ไม่ได้คุยกับเธออีก จนกระทั่งใกล้ๆเที่ยง ชวนเธอคุยนิดหน่อย เพื่อเล่าสภาพอากาศภายนอกให้เธอฟังว่ามันร้อนมากๆๆๆๆ (เดินไปโอนตังค์มา ร้อนมากๆ "-_-) เธอก็ตอบมานิดหน่อย ก่อนที่จะเงียบไป
ตอนที่ลงลิฟต์เพื่อไปหม่ำมื้อหลางวัน ผมเจอเธอในลิฟต์ เลยถามเธอว่าไปกินที่ไหนเหรอ เธอก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน และถามกลับผมมา ผมก็บอกว่าจะไปกินบะหมี่ที่เซ็นทรัล เพื่อนเธอในลิฟต์เลยเปรยๆว่าไปเซ็นทรัลก็ดีเหมือนกัน พอลิฟต์ลงถึงชั้นล่าง ผมก็เลยขอตัวเดินออกมาก่อน เพราะว่าต้องรีบไปจองโต๊ะที่ร้านบะหมี่ก่อน
บ่ายสองแก่ๆ ทีมของผมมีประชุม เลิกตอนสี่โมงนิดๆ กลับมาก็เห็นเธอแชทมาหาผม (เดาว่าคงจะมาถามอะไรบางอย่าง) ผมเลยตอบเธอไปว่าเพิ่งกลับมาจากประชุม และปิดหน้าต่างแชทไป
ประมาณ 5 โมง เธอแชทกลับมาหาผมอีกครั้ง ถามว่ามีอะไรกินไหม พอดีว่าเมื่อวันก่อน ผมเอาปลาทาโร่ออกมาแบ่งน้องๆจนหมดแล้ว เลยไม่มี
"วันนี้ตอนเย็นมีไปไหนหรือเปล่า" ผมถามเธอ
"ทำไมเหรอคะ"
"ถ้าไม่มี เดี๋ยวก็ออกเร็วหน่อยแล้วไปหาอะไรกินไหมล่ะ"
"เพราะถ้าเกิดว่าตะเองมีนัด เดี๋ยวก็คงต้องรีบออก เลยถามดูก่อน" ผมพิมพ์ไปสองประโยคติด โดยที่ไม่มีอะไรตอบกลับมาจากเธอ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอก็แชทมาหาผมอีกรอบ
"กลับแล้วดีกว่าค่ะ"
"งั้นเดี๋ยวกลับด้วยละกันจ้า" ผมคิดว่าจะชวนเธอไปกินอะไรหน่อยนึง เลยบอกเธอไปแบบนั้น
"เดี๋ยวเอาเสื้อลงไปคืนค่ะ"
ขยายความนิดครับว่า ปกติ ผมไปแวะกินข้้าวกับเธอ จะเป็นพวกร้านข้างทาง ระหว่างทางกลับบ้าน พวกแถวๆ อนุสาวรีย์ หรือสีลมนี่แหล่ะ ผมไม่เคยที่จะชวนเธอไปกินพวกร้านอาหารในห้่างหรอกครับ เพราะรู้ว่าร้านพวกนี้ ใช้เวลาในการกินพอประมาณ มันจะทำให้เธอกลับดึก ผมเกรงใจเธอและไม่อยากกวนเวลาเธอนัก เพราะบ้านเธออยู่ไกล และส่วนมาก เธอจะปฏิเสธด้วย ประมาณว่าไม่อยากกิน หรืออะไรแนวๆนั้น
เรื่องมันก็มาขมวดอยู่ตรงนี้แหล่ะครับ หลังจากเธอบอกว่าจะเอาเสื้อลงมาคืน ผมก็เก็บของเก็บอะไรไปตามเรื่อง และแวะไปล้่างหน้าก่อนด้วย (ปกติเป็นคนหน้ามันมาก ไม่ล้างบ่อยๆ สิวเพียบเลยทีเดียว)
กลับมาถึงที่โต๊ะทำงาน ก็มีเสื้อของผมวางอยู่ ทีแรกผมคิดว่าเธอนั่งรออยู่ในห้องแพนทรี่ เลยปิดเครื่องก่อน แล้วเดินไปที่ห้อง ก็ไม่เจอเธอ หรือเธอจะอยู่ข้างล่าง? ผมเลยรีบออกมาจากห้องทำงาน มากดลิฟต์ ระหว่างรอลิฟต์ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ เป็นเธอโทรมานี่เอง ผมเลยโทรกลับ
"ประกาศแจ้งคนหายค่า" เธอทักมา
"ตะเองอยู่ไหนแล้วล่ะ"
"เดินถึงเซ็นทรัลแล้วล่ะค่า"
"อ้าวเหรอ"
"ตะกี๊ตอนเอาเสื้อไปคืนไม่เห็นอ่ะ"
"ไม่เป็นไร แล้วนี่ตกลงไปไหนต่อหรือเปล่า"
"คิดว่าคงจะตรงกลับบ้านเลยค่ะ"
"งั้นไปแวะหาอะไรกินก่อนไหม"
"คงไม่ดีกว่าค่ะ"
"แวะแถวอนุสาวรีย์ก็ได้ จะได้กลับไม่ลำบาก"
"เบื่อแล้วอ่ะค่ะ ไปอยู่ทุกวัน"
"หรืองั้นไปสยามไหม"
"ไม่ดีกว่าค่ะ ไม่อยากกลับดึก"
"เอ่อ ..." พูดไม่ออกครับ ช็อตนี้ผม "-_-
"งั้นเดี๋ยวเท่านี้ก่อนนะคะ"
ผมไม่รู้จะพูดอะไรเลยครับ เฮ้อ วินาทีนั้นนี่ เจอเรื่องไปหลายเด้งเหลือเกิน
หรือผมอาจจะเห็นแก่ตัวเองก็ได้นะครับ ที่รู้สึกว่าเธอน่าจะรอผมสักนิด เพราะไหนๆ ผมก็บอกเธอแล้วว่าผมจะกลับกับเธอ (ซึ่งจริงๆ ทุกทีผมก็ทำได้แค่เดินไปส่งเธอที่สถานีรถไฟฟ้า เพราะผมกลับรถใต้ดินอ่ะ) ซึ่งถ้าเธอรอผมสักนิด มันใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีหรอก
เรื่องกินข้าวก็เหมือนกัน จริงๆ เห็นเธอบ่นว่าหิว เลยอยากชวนเธอไปกิน ก็เท่านั้นครับ แต่ฟังเธอพูดแล้ว เหมือนกับตัวผมเองไปก่อความรำคาญให้เธอมากกว่า เวลาผมชวนเธอไปไหน ผมมักจะชวนในลักษณะเป็นการต่อยอดออกไปมากกว่าครับ เพราะเคยชวนเธอตรงๆ เธอก็ไม่ปฏิเสธตรงๆ แต่ใช้การเบี่ยงๆไป ทำให้ผมรู้ตัวเองมากกว่าว่าเธอปฏิเสธ จนหลังๆ ผมไม่เคยที่จะชวนเธอไปไหนก่อนเลย
ผมรู้ ว่าเธอพูดและทำออกมาแบบนี้ เธอคงไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ แต่สิ่งที่เธอพูดกับผมนี่ เหมือนเป็นการที่เธอเอามีดแทงมาที่ผม แล้วก็คว้านจนปากแผลมันกว้างขึ้นๆ
ท้ายสุด ผมก็คงได้แต่ "ทำใจ" และลดบทบาทตัวเองออกมาเป็น "เพื่อนทั่วๆไป" ของเธอคนนึง คงจะทำให้ผมเจ็บน้อยกว่านี้ แม้ว่าก่อนนี้ ทุกอย่างจะดูดี แต่จริงๆแล้ว มันก็คงเป็นเพียง "สายลมวูบหนึ่ง" ที่พัดมา และพัดไป
ขอให้เธอโชคดี
เช้านี้ เธอคุยกับผมมาก่อน เพื่อมาขอยืมเสื้อกันหนาว เพราะวันนี้มีประุชุม ในห้องประชุมน่าจะเย็น ผมเลยเดินเอาขึ้นไปให้เธอ เพราะว่าดูท่าทางเธอน่าจะยุ่ง (ไอ้ผมก็ุยุ่งนา เพียงแต่วันนี้กะว่าจะกลับค่ำๆ ดึกๆ เลยคิดว่าแวะขึ้นไปให้เธอก่อนได้น่ะ) แล้วก็ติด "ชาเขียวโมชิ รสไลฟ์ลี่ฟรุ๊ตตี้" ไปให้เธอลองด้วยอีกขวดนึง (จริงๆ มันไม่มีอะไรที่บอกว่าเป็นชาเขียวเลย หากคุณได้ลองชิม เพียงแต่มันเอาชื่อของ "ชาเขียว" มาปะหน้า เพื่อให้คนซื้อตามกระแสนั่นเอง)
ผมเดินขึ้นไปหาเธอที่โต๊ะทำงาน
"อ่ะ เอามาให้แล้วจ้า" ผมบอกเธอ
"ขอบคุณค่ะ" เธอเอาไปคลุมตัวเธอไว้
ผมมองดู วันนี้เธอใส่เสื้อยืดมาสองตัว ตัวในเป็นแบบผูกคอสีฟ้า ตัวนอกเป็นสีขาว
"วันนี้แต่งตัวน่ารักดีนะ" ผมบอกเธอ เพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ที่นี่ ถ้าเป็นวันศุกร์ ทุกคนจะสามารถใส่ชุดสบายๆ มาทำงานได้ (แต่ก็ต้องเป็นชุดสุภาพนะ ไม่ใช่ขาสั้นเสื้อกล้าม)
"มันดูไม่ค่อยสุภาพน่ะ" เธอบอกผม
"แล้วประชุมกี่โมงเหรอ" ผมถามเธอ เพื่อจะได้ไม่แชทไปหาเธอในเวลานั้น
"บ่ายน่ะ งั้นไปก่อนนะ" เธอตัดบท (จริงๆ "ไปก่อนนะนี่ ผมน่าจะเป็นคนพูดนะ")
"อา งั้นไว้ค่อยคุยกัน" ผมไม่รู้จะยังไงต่อ ก็เลยออกมาจากที่นั่น ลงมาทำงานต่อ
ช่วงเช้าทั้งช่วง ผมก็ไม่ได้คุยกับเธออีก จนกระทั่งใกล้ๆเที่ยง ชวนเธอคุยนิดหน่อย เพื่อเล่าสภาพอากาศภายนอกให้เธอฟังว่ามันร้อนมากๆๆๆๆ (เดินไปโอนตังค์มา ร้อนมากๆ "-_-) เธอก็ตอบมานิดหน่อย ก่อนที่จะเงียบไป
ตอนที่ลงลิฟต์เพื่อไปหม่ำมื้อหลางวัน ผมเจอเธอในลิฟต์ เลยถามเธอว่าไปกินที่ไหนเหรอ เธอก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน และถามกลับผมมา ผมก็บอกว่าจะไปกินบะหมี่ที่เซ็นทรัล เพื่อนเธอในลิฟต์เลยเปรยๆว่าไปเซ็นทรัลก็ดีเหมือนกัน พอลิฟต์ลงถึงชั้นล่าง ผมก็เลยขอตัวเดินออกมาก่อน เพราะว่าต้องรีบไปจองโต๊ะที่ร้านบะหมี่ก่อน
บ่ายสองแก่ๆ ทีมของผมมีประชุม เลิกตอนสี่โมงนิดๆ กลับมาก็เห็นเธอแชทมาหาผม (เดาว่าคงจะมาถามอะไรบางอย่าง) ผมเลยตอบเธอไปว่าเพิ่งกลับมาจากประชุม และปิดหน้าต่างแชทไป
ประมาณ 5 โมง เธอแชทกลับมาหาผมอีกครั้ง ถามว่ามีอะไรกินไหม พอดีว่าเมื่อวันก่อน ผมเอาปลาทาโร่ออกมาแบ่งน้องๆจนหมดแล้ว เลยไม่มี
"วันนี้ตอนเย็นมีไปไหนหรือเปล่า" ผมถามเธอ
"ทำไมเหรอคะ"
"ถ้าไม่มี เดี๋ยวก็ออกเร็วหน่อยแล้วไปหาอะไรกินไหมล่ะ"
"เพราะถ้าเกิดว่าตะเองมีนัด เดี๋ยวก็คงต้องรีบออก เลยถามดูก่อน" ผมพิมพ์ไปสองประโยคติด โดยที่ไม่มีอะไรตอบกลับมาจากเธอ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอก็แชทมาหาผมอีกรอบ
"กลับแล้วดีกว่าค่ะ"
"งั้นเดี๋ยวกลับด้วยละกันจ้า" ผมคิดว่าจะชวนเธอไปกินอะไรหน่อยนึง เลยบอกเธอไปแบบนั้น
"เดี๋ยวเอาเสื้อลงไปคืนค่ะ"
ขยายความนิดครับว่า ปกติ ผมไปแวะกินข้้าวกับเธอ จะเป็นพวกร้านข้างทาง ระหว่างทางกลับบ้าน พวกแถวๆ อนุสาวรีย์ หรือสีลมนี่แหล่ะ ผมไม่เคยที่จะชวนเธอไปกินพวกร้านอาหารในห้่างหรอกครับ เพราะรู้ว่าร้านพวกนี้ ใช้เวลาในการกินพอประมาณ มันจะทำให้เธอกลับดึก ผมเกรงใจเธอและไม่อยากกวนเวลาเธอนัก เพราะบ้านเธออยู่ไกล และส่วนมาก เธอจะปฏิเสธด้วย ประมาณว่าไม่อยากกิน หรืออะไรแนวๆนั้น
เรื่องมันก็มาขมวดอยู่ตรงนี้แหล่ะครับ หลังจากเธอบอกว่าจะเอาเสื้อลงมาคืน ผมก็เก็บของเก็บอะไรไปตามเรื่อง และแวะไปล้่างหน้าก่อนด้วย (ปกติเป็นคนหน้ามันมาก ไม่ล้างบ่อยๆ สิวเพียบเลยทีเดียว)
กลับมาถึงที่โต๊ะทำงาน ก็มีเสื้อของผมวางอยู่ ทีแรกผมคิดว่าเธอนั่งรออยู่ในห้องแพนทรี่ เลยปิดเครื่องก่อน แล้วเดินไปที่ห้อง ก็ไม่เจอเธอ หรือเธอจะอยู่ข้างล่าง? ผมเลยรีบออกมาจากห้องทำงาน มากดลิฟต์ ระหว่างรอลิฟต์ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ เป็นเธอโทรมานี่เอง ผมเลยโทรกลับ
"ประกาศแจ้งคนหายค่า" เธอทักมา
"ตะเองอยู่ไหนแล้วล่ะ"
"เดินถึงเซ็นทรัลแล้วล่ะค่า"
"อ้าวเหรอ"
"ตะกี๊ตอนเอาเสื้อไปคืนไม่เห็นอ่ะ"
"ไม่เป็นไร แล้วนี่ตกลงไปไหนต่อหรือเปล่า"
"คิดว่าคงจะตรงกลับบ้านเลยค่ะ"
"งั้นไปแวะหาอะไรกินก่อนไหม"
"คงไม่ดีกว่าค่ะ"
"แวะแถวอนุสาวรีย์ก็ได้ จะได้กลับไม่ลำบาก"
"เบื่อแล้วอ่ะค่ะ ไปอยู่ทุกวัน"
"หรืองั้นไปสยามไหม"
"ไม่ดีกว่าค่ะ ไม่อยากกลับดึก"
"เอ่อ ..." พูดไม่ออกครับ ช็อตนี้ผม "-_-
"งั้นเดี๋ยวเท่านี้ก่อนนะคะ"
ผมไม่รู้จะพูดอะไรเลยครับ เฮ้อ วินาทีนั้นนี่ เจอเรื่องไปหลายเด้งเหลือเกิน
หรือผมอาจจะเห็นแก่ตัวเองก็ได้นะครับ ที่รู้สึกว่าเธอน่าจะรอผมสักนิด เพราะไหนๆ ผมก็บอกเธอแล้วว่าผมจะกลับกับเธอ (ซึ่งจริงๆ ทุกทีผมก็ทำได้แค่เดินไปส่งเธอที่สถานีรถไฟฟ้า เพราะผมกลับรถใต้ดินอ่ะ) ซึ่งถ้าเธอรอผมสักนิด มันใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีหรอก
เรื่องกินข้าวก็เหมือนกัน จริงๆ เห็นเธอบ่นว่าหิว เลยอยากชวนเธอไปกิน ก็เท่านั้นครับ แต่ฟังเธอพูดแล้ว เหมือนกับตัวผมเองไปก่อความรำคาญให้เธอมากกว่า เวลาผมชวนเธอไปไหน ผมมักจะชวนในลักษณะเป็นการต่อยอดออกไปมากกว่าครับ เพราะเคยชวนเธอตรงๆ เธอก็ไม่ปฏิเสธตรงๆ แต่ใช้การเบี่ยงๆไป ทำให้ผมรู้ตัวเองมากกว่าว่าเธอปฏิเสธ จนหลังๆ ผมไม่เคยที่จะชวนเธอไปไหนก่อนเลย
ผมรู้ ว่าเธอพูดและทำออกมาแบบนี้ เธอคงไม่ได้คิดอะไรหรอกครับ แต่สิ่งที่เธอพูดกับผมนี่ เหมือนเป็นการที่เธอเอามีดแทงมาที่ผม แล้วก็คว้านจนปากแผลมันกว้างขึ้นๆ
ท้ายสุด ผมก็คงได้แต่ "ทำใจ" และลดบทบาทตัวเองออกมาเป็น "เพื่อนทั่วๆไป" ของเธอคนนึง คงจะทำให้ผมเจ็บน้อยกว่านี้ แม้ว่าก่อนนี้ ทุกอย่างจะดูดี แต่จริงๆแล้ว มันก็คงเป็นเพียง "สายลมวูบหนึ่ง" ที่พัดมา และพัดไป
ขอให้เธอโชคดี
Subscribe to:
Posts (Atom)